งานมหกรรม “เศรษฐกิจฐานราก : แก้จน ลดหนี้ เพิ่มรายได้ ด้วยเทคโนโลยีที่เหมาะสม” หรือ Appropriate Technology MATCHING DAY 2025 ได้จัดขึ้นเป็นครั้งที่ 2 แล้ว โดยในครั้งนี้ หน่วยบริหารและจัดการทุนด้านการพัฒนาระดับพื้นที่ (บพท.) ได้ร่วมกับเครือข่ายมหาวิทยาลัยราชภัฏ เครือข่ายมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลจำนวน กลุ่มมหาวิทยาลัยเพื่อพัฒนาพื้นที่ภาคใต้ ยกทัพไปนำเสนอ Appropriate Technology หรือ เทคโนโลยีที่เหมาะสม ณ ปักษ์ใต้บ้านเรา เต็มพื้นที่ ศูนย์ประชุมนานาชาติฉลองสิริราชสมบัติครบ 60 ปี (ICC Hat Yai) เมื่อเร็วๆ นี้
โดยเป้าประสงค์หลักของการจัดงาน Appropriate Technology MATCHING DAY 2025 ก็เพื่อเชื่อมโยงการประยุกต์ใช้และขยายผลเทคโนโลยีที่เหมาะสมและนวัตกรรมพร้อมใช้ ซึ่งเป็นผลงานจากภูมิปัญญาของคณาจารย์ นักวิจัย ในเครือข่ายมหาวิทยาลัยในพื้นที่ภาคใต้ เพื่อตอบโจทย์ปัญหาและความต้องการของกลุ่มคนจนฐานราก เกษตรกรรายย่อย กลุ่มอาชีพ ผู้ประกอบการในพื้นที่ ควบคู่ไปกับการสร้างโอกาสในการพัฒนาข้อเสนอโครงการที่มีคุณภาพ ตรงกับความต้องการและสร้างการเปลี่ยนแปลง ตลอดจนจัดการแก้ปัญหาคนจนลดความเหลื่อมล้ำในการเข้าถึงเทคโนโลยี พร้อมทั้งยกระดับเศรษฐกิจฐานรากทั้งภาคชนบทและเมือง ให้พึ่งตนเองได้อย่างยั่งยืน ภายใต้บริบทที่สอดคล้องกับภูมิสังคม และวิถีชีวิตของประชาชนในพื้นที่ภาคใต้

ถอดรหัสความสำเร็จของภารกิจแก้จน ลดหนี้ เพิ่มรายได้ให้ชาวปักษ์ใต้ ด้วย Appropriate Technology
ดร.กิตติ สัจจาวัฒนา ผู้อำนวยการ บพท. ภายใต้ กระทรวงอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์วิจัยและนวัตกรรม (อว.) ได้เน้นย้ำถึงภาพรวมของเทคโนโลยีที่เหมาะสมและนวัตกรรมพร้อมใช้ในพื้นที่ภาคใต้ที่ได้มาออกบูธในงานว่ามีความน่าสนใจ และสอดคล้องกับบริบทของพื้นที่ว่า
“ในแต่ละพื้นที่ที่มีการนำเสนอเทคโนโลยีที่เหมาะสมและนวัตกรรมพร้อมใช้มีความแตกต่างกันชัดเจนในด้านของภูมิศาสตร์กายภาพและภูมิสังคม เช่น เทคโนโลยีที่เกี่ยวข้องกับ การเกษตร อาหาร เราต้องมีความเข้าใจในภูมิศาสตร์ที่แตกต่างกันของแต่ละภูมิภาคของไทย เช่น การถือครองที่ดิน ในภาคเหนือ เกษตรอาจถือครองที่ดินแค่ 5-10 ไร่ ขณะที่ภาคใต้ จะถือครองในระดับ 20-50 ไร่ เป็นเกษตรแปลงใหญ่ เป็นต้น”


“ต่อมา เป็นประเด็นที่เกี่ยวกับภูมิสังคม อย่างการจับกลุ่ม การรวมกลุ่ม ที่ไม่เหมือนกัน ซึ่งจะสื่อถึงความเอาจริงเอาจังในการนำ Appropriate Technology ไปปรับใช้ บางพื้นที่ เข้าถึงง่ายก็จริงแต่กลับเลิกล้มความตั้งใจง่าย ขี้เบื่อ แต่จากการส่งเสริมและสนับสนุนให้เกิดการนำเทคโนโลยีที่เหมาะสมและนวัตกรรมพร้อมใช้มาส่งเสริมในพื้นที่ภาคใต้ เราพบว่าในช่วงแรกอาจเข้าถึงหรือดำเนินการได้ยาก แต่เมื่อสามารถทำให้กลุ่มเป้าหมายยอมรับแล้วก็จะเอาจริงเอาจังและต่อเนื่อง ทำจริง ยิ่งกลุ่มที่เป็นนวัตกรชาวบ้าน เมื่อมีทีมนักวิจัยลงไปให้ความรู้ ก็จะให้ความสนใจ ตั้งใจ เปิดรับความรู้เพื่อนำไปปรับใช้อย่างจริงจัง ดังนั้นต้องยอมรับว่านี่คือจุดเด่นของชาวปักษ์ใต้ที่ชัดเจนมาก”
“ดังนั้น สำหรับภาคใต้ เรามองไปถึงการขยายผลแล้ว ยกตัวอย่าง ใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ เราต้องจัดให้มีหน่วยงานที่ทำงานในเชิงรุก เพื่อให้เข้าถึงและได้ผลดีที่สุด เพราะมีประเด็นในเรื่องของความมั่นคงร่วมด้วย ยิ่งในส่วนของมหาวิทยาลัยที่ทำงานกับพื้นที่ จะมีแค่ศูนย์ถ่ายทอดเทคโนโลยีไม่ได้ ต้องมีศูนย์ปฏิบัติการเชิงรุกด้วย เพื่อไปค้นหาและสำรวจปัจจัยที่ทำให้ประชาชนได้เข้าถึงโอกาส โดยที่ผ่านมา รูปแบบการนำเสนอ Appropriate Technology มักจะเป็นโมเดลการสร้างอาชีพ โดยใช้นวัตกรรมและเทคโนโลยีเป็นเครื่องมือมากกว่า เช่น การรวมกลุ่มอาชีพเลี้ยงปลิงทะเล กลุ่มอาชีพเลี้ยงผึ้งชันโรง เป็นต้น ซึ่งโมเดลอาชีพนี้จะประสบความสำเร็จได้ต้องอยู่ที่ความพร้อมในการลงทุนของกลุ่มเกษตรกร ชาวบ้าน ด้วย และในภาคใต้นี้ก็เป็นตัวอย่างของกลุ่มประชาชนที่พร้อมรับถ่ายทอดทั้งนวัตกรรมและเทคโนโลยีที่เหมาะสมและพร้อมลงทุนไปในเวลาเดียวกัน”

“นอกจากนั้น บพท. ไม่ใช่เป็นเพียงหน่วยงานในการให้ทุน แต่เราลงไปสนับสนุนให้เกิดเครือข่ายการทำงานร่วมกันระหว่างมหาวิทยาลัย บพท. ลงไปเหมือนเป็นสื่อกลางเชื่อมให้เกิดการทำงานร่วมกันแบบเป็นเครือข่ายความร่วมมือ เช่น การไปสนับสนุนให้เกิดการทำระบบฐานข้อมูลนวัตกรรมพร้อมใช้และเทคโนโลยีที่เหมาะสม ส่วนหนึ่งก็เพื่อป้องกันการซ้ำซ้อนของการทำงานวิจัยหรือการคิดค้นนวัตกรรมและเทคโนโลยีของแต่ละมหาวิทยาลัย แล้วส่งเสริมให้มีการนำทรัพยากร นำเทคโนโลยี มาแชร์กัน เพื่อคิดค้นนวัตกรรมและเทคโนโลยีที่เหมาะสม ตอบโจทย์พื้นที่ในแต่ละมิติ”
“และการสร้างเครือข่ายความร่วมมือระหว่างมหาวิทยาลัย เราพยายามจะทำให้มีศูนย์กลางของมหาวิทยาลัยขนาดใหญ่ประจำภูมิภาค ที่มีทรัพยากรครบกว่ามหาวิทยาลัยเล็ก เพื่อสามารถแก้ปัญหาของพื้นที่ได้อย่างตรงจุด ยกตัวอย่าง ในภาคใต้ วันนี้เรามาจัดที่ ศูนย์ประชุมนานาชาติฉลองสิริราชสมบัติครบ 60 ปี ที่อยู่ภายใต้การดูแลของ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ ก็เพื่อให้ภาคใต้มี “มหาวิทยาลัยภูมิภาค” ที่จะมาช่วยแก้ปัญหาในโจทย์ที่มหาวิทยาลัยในพื้นที่ทำไม่ได้ บพท. จึงมีอีกบทบาทเป็นผู้จัดระเบียบงานวิจัย นวัตกรรมและเทคโนโลยีว่าเหมาะสมกับมหาวิทยาลัยในพื้นที่แห่งใด ที่จะรับไปทำ หรือ โจทย์นี้มหาวิทยาลัยไหนควรร่วมมือกัน เป็นต้น”

“นิยามของการนำเสนอ Appropriate Technology อีกด้านหนึ่ง คือ การสร้างความเข้มแข็งให้เศรษฐกิจครัวเรือนและเศรษฐกิจชุมชนผ่านโมเดลอาชีพที่ใช้ทรัพยากรเป็นฐาน โดยเฉพาะในภาคใต้ จะเห็นภาพนี้ได้ชัด เพราะเราจะเน้นใช้ทรัพยากรในพื้นที่เป็นฐาน เช่น ทรัพยากรชายฝั่ง ทรัพยากรทางทะเล ซึ่งจะนำสู่แง่มุมของการอนุรักษ์อย่างเป็นรูปธรรม”
“เช่น ในวันนี้มีต้นแบบ Appropriate Technology 6 ด้าน ที่มานำเสนอหนึ่งในนั้น คือ โครงการ “การขยายผลเทคโนโลยีที่เหมาะสมในการเลี้ยงปูขาวเพื่อยกระดับรายได้เกษตรกรท้องถิ่นลุ่มน้ำปากพนัง” โดยการส่งเสริมให้เกษตรกรเลี้ยงปูขาวก็เท่ากับเป็นการสร้างระบบเกษตรปลอดภัยในรูปแบบ Food safety ที่ดีต่อผู้บริโภค เพราะในการเลี้ยงปูขาวจะไม่มีการใช้สารเคมีและยาปฏิชีวนะ เน้นการรักษาสมดุล สร้างนิเวศสิ่งแวดล้อมที่เหมาะสมกับการเจริญเติบโตของปูขาว ด้วยการใช้จุลินทรีย์สังเคราะห์แสงเป็นหลัก”

เปิดตัว 6 + 1 โชว์เคส บทพิสูจน์การปรับใช้ ‘Appropriate Technology’ อย่างได้ผล เสริมแกร่ง เศรษฐกิจฐานราก ภาคใต้
ดังที่ ดร.กิตติ ได้กล่าวไว้ข้างต้น ภายในงานมหกรรม “เศรษฐกิจฐานราก : แก้จน ลดหนี้ เพิ่มรายได้ ด้วยเทคโนโลยีที่เหมาะสม” ภาคใต้ ได้มีการเปิดตัว 6 โชว์เคส ตัวอย่างความสำเร็จในการขับเคลื่อน Appropriate Technology ที่สามารถสร้างการเปลี่ยนแปลงต่อชุมชนสังคมอย่างได้ผล ซึ่งหนึ่งในนั้นคือ โครงการ “การขยายผลเทคโนโลยีที่เหมาะสมในการเลี้ยงปูขาวเพื่อยกระดับรายได้เกษตรกรท้องถิ่นลุ่มน้ำปากพนัง” โดย ดร.กิตติชนม์ อุเทนะพันธุ์ อาจารย์ประจำสาขาวิชาเทคโนโลยีเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ คณะเกษตรศาสตร์ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลศรีวิชัย (มทร.ศรีวิชัย)
โดยโครงการนี้ได้รับทุนสนับสนุนทุนวิจัยจาก บพท. ให้ดำเนินการในพื้นที่ลุ่มน้ำปากพนัง จังหวัดนครศรีธรรมราช ซึ่งเป็นพื้นที่ประสบปัญหาวิกฤติทางเศรษฐกิจจากการล้มเหลวของอุตสาหกรรมการเลี้ยงกุ้ง ส่งผลให้มีบ่อกุ้งร้างจำนวนมากจากการล้มเหลวของการเลี้ยงกุ้ง (มากกว่า 44,000 ไร่) และมีพื้นที่นาเปิดที่มีการเลี้ยงปูทะเลแบบเดิมหรือแบบพึ่งพาธรรมชาติ (มากกว่า 5,000 ไร่) ซึ่งมีอัตรารอดเพียง 15-20% ทำให้เกษตรกรมีรายได้ไม่แน่นอนและไม่เพียงพอต่อการเลี้ยงชีพ
เมื่อเจอต้นสายปลายเหตุของปัญหา และทีมนักวิจัยได้วิเคราะห์จนเห็นความต้องการที่แท้จริงของพื้นที่ หรือ Area Need แล้ว จึงได้เปลี่ยนวิกฤตเป็นโอกาส ฟื้นฟูพื้นที่บ่อกุ้งทิ้งร้างให้กลับมาใช้ประโยชน์ ยกระดับการเลี้ยงปูทะเลแบบพึ่งพาธรรมชาติสู่การเลี้ยงปูขาวด้วยเทคโนโลยีที่เหมาะสม เพื่อสร้างความมั่นคงทางอาชีพและรายได้ที่ยั่งยืนให้กับเกษตรกรในพื้นที่

ดร.กิตติชนม์ ให้ข้อมูลเพิ่มเติมถึงโครงการนี้ว่า “โครงการนี้ได้รับการต่อยอดมาจากโครงการวิจัยปูขาว-นครศรีโมเดล เพื่อการยกระดับเศรษฐกิจฐานรากด้วยห่วงโซ่คุณค่าใหม่บนฐานทรัพยากรพื้นถิ่นนครศรีธรรมราช บนพื้นที่วิจัยบริเวณลุ่มน้ำปากพนัง ครอบคลุม 3 อำเภอคืออำเภอหัวไทร-อำเอปากพนัง-อำเภอเมือง โดยเรามุ่งพัฒนาชุดความรู้ในการยกระดับประสิทธิภาพการเลี้ยงปูขาว และยกระดับคุณภาพปูขาวให้ดีขึ้น เพิ่มอัตราการรอดตายและลดต้นทุนการผลิต เพิ่มมูลค่าผลิตปูขาวในรูปแบบ food safety ต่อผู้บริโภค โดยไม่ใช้สารเคมีและยาปฏิชีวนะ”
“ชุดความรู้ที่รับการพัฒนาขึ้นจากโครงการวิจัยนี้ ทำให้เกิดการปรับปรุงกระบวนการผลิตซึ่งสามารถยกระดับอัตราการรอดตายของปูขาวจากต่ำกว่า 20% เป็น 60 – 80% โดยลูกพันธุ์ปูขนาดใหญ่ และมากกว่า 80% สำหรับปูไซส์ตลาดสามารถสร้างรายได้เฉลี่ย 30,000 บาทต่อรอบ สำส่วนการขุนลูกพันธุ์และ 76,800 บาทต่อรอบ ขณะที่ ในการเลี้ยงปูไซส์ตลาด ยังคงมีข้อจำกัดในการสร้างผลกระทบเชิงเศรษฐกิจในวงกว้างและขีดความสามารถในการแข่งขันที่ยั่งยืน”
จากความสำเร็จของโครงการนี้ ดร.กิตติชนม์ ระบุชัดเจนว่ามีส่วนทำให้เกิดการขับเคลื่อนให้เกิดนิเวศธุรกิจปูขาวที่ครบวงจรในจังหวัดนครศรีธรรมราช ซึ่งไม่เพียงแต่จะยกระดับรายได้ของผู้ประกอบการโดยตรง แต่ยังจะกระตุ้นธุรกิจเกี่ยวเนื่องอื่นๆ ในชุมชน เพิ่มการจ้างงานและการใช้ทรัพยากรท้องถิ่น รวมทั้งการสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับทรัพยากรธรรมชาติของพื้นที่ภายใต้ระบบการผลิตที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ปลอดสารเคมีและยาปฏิชีวนะ ทำให้ปูขาวกลายเป็นสัตว์น้ำเศรษฐกิจใหม่ของจังหวัดนครศรีธรรมราชที่สามารถตอบสนองความต้องการของตลาดได้อย่างเหมาะสมทั้งในแง่ปริมาณและคุณภาพ

ด้วยประสิทธิผลของโครงการที่ชัดเจน ในปีงบประมาณ 2568 โครงการนี้ได้รับการต่อยอดโดยได้รับสนับสนุนทุนวิจัยจาก บพท. ตามกรอบการวิจัย “การขยายผลวิจัยเทคโนโลยีที่เหมาะสม (Appropriate Technology)” เพื่อยกระดับรายได้ครัวเรือนและยกระดับเศรษฐกิจฐานราก โดยยังคงดำเนินการต่อเนื่องในบริเวณลุ่มน้ำปากพนังครอบคลุมพื้นที่ใน อ.หัวไทร อ.ปากพนัง และ อ.เมือง จ.นครศรีธรรมราช โดยมีกลุ่มเป้าหมายรวม 120 ครัวเรือน เป็นเกษตรกรแม่ข่าย 16 ครัวเรือน และเกษตรกรลูกข่าย 104 ครัวเรือน (กลุ่มหัวไทร 49 ครัวเรือน กลุ่มปากพญา 55 ครัวเรือน กลุ่มปากพูน 16 ครัวเรือน) โดยตั้งเป้าหมายยกระดับรายได้ให้สูงกว่าเป้าหมายที่ตั้งไว้ที่ 60,000 บาทต่อปี
นอกเหนือจากโครงการวิจัยการขยายผลเทคโนโลยีที่เหมาะสมในการเลี้ยงปูขาวฯ ที่กล่าวมานี้ ยังมีอีก 5 โครงการที่เป็นโชว์เคสแสดงให้เห็นถึงความสำเร็จของการปรับเอา Appropriate Technology ที่เหมาะสมไปปรับใช้ในพื้นที่ภาคใต้ ได้แก่
1. นวัตกรรมการเลี้ยงผึ้งชันโรงพร้อมใช้เชิงพาณิชย์และเสริมสร้างพลังนวัตกรชุมชนเพื่อยกระดับรายได้ครัวเรือนและเศรษฐกิจฐานรากอย่างยั่งยืน โดย ผศ.ดร.นุกูล ชิ้นฟัก อาจารย์ประจำมหาวิทยาลัยหาดใหญ่ โดยโครงการนี้ช่วยเพิ่มขีดความสามารถให้เกษตรกรส่วนใหญ่ที่เก็บน้ำผึ้งได้ปีละประมาณ 2 ครั้ง ปริมาณเฉลี่ย 400-500 มล./ครั้ง สามารถเก็บน้ำผึ้งได้ถึง 3 ครั้ง ต่อปี ปริมาณผลผลิตเฉลี่ยเพิ่มขึ้นเป็น 1,950 มล. ต่อกล่อง สร้างรายได้ให้ครัวเรือนเฉลี่ย 1,500-15,000 บาท ต่อเดือน

2. การประยุกต์ใช้และขยายผลเทคโนโลยีที่เหมาะสมสำหรับผลิตภัณฑ์ทางการเกษตรในพื้นที่ภาคใต้เพื่อยกระดับเศรษฐกิจครัวเรือนและเศรษฐกิจฐานราก โดย ผศ.นพดล โพชกำเนิด อาจารย์ประจำ มทร.ศรีวิชัย ที่นำเสนอเทคโนโลยี ตู้อบใบจากพลังงานแสงอาทิตย์ร่วมกับไฟฟ้า ตู้อบปลากระพงด้วยพลังงานแสงอาทิตย์ร่วมกับโอโซนสำหรับอบแห้งเมล็ดพันธุ์ถั่วหรั่ง และอุปกรณ์คัดแยกถั่วหรั่งด้วยมือแบบรางโค้งสำหรับคัดแยกขนาดเมล็ดถั่วหรั่งสด โดยนวัตกรรมพร้อมใช้นี้เหล่านี้สามารถสร้างรายได้ให้กับเกษตรกรได้อย่างเป็นรูปธรรม เช่น จากเดิม รายได้คนผลิตใบจากอยู่ที่ 2,400 บาท/ครัวเรือน/เดือน ใช้เวลาอบประมาณ 4-5 ชั่วโมง แต่เมื่อมาใช้ ตู้อบใบจากพลังงานแสงอาทิตย์ร่วมกับไฟฟ้า รายได้คนผลิตใบจากเพิ่มขึ้นถึง 7,200 บาท/ครัวเรือน/เดือน จากการผลิตบรรจุภัณฑ์จากใบจากและผลิตภัณฑ์อื่นๆ
3. ต้นแบบการพัฒนาชุมชนด้วยการผลิตปลิงทะเลด้วยเทคโนโลยีที่เหมาะสมเพื่อเพิ่มรายได้ครัวเรือนและชุมชนในพื้นที่ชายฝั่งทะเลใต้ โดย ผศ.ดร.ธีญาภรณ์ แก้วทวี อาจารย์ประจำมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ โดยเทคโนโลยีที่ใช้ คือ การลดต้นทุนลูกพันธุ์ปลิงทะเลด้วยการเพาะและอนุบาลปลิงทะเล การเพาะเลี้ยงอาหารมีชีวิต และเทคโนโลยีการเลี้ยงปลิงทะเลในบ่อดินด้วยอาหารปลิงต้นทุนต่ำ ซึ่งโครงการนี้สามารถลดต้นทุนพันธุ์ปลิงลง 20-30 เปอร์เซ็นต์ เพิ่มปริมาณและคุณภาพของปลิงสดเพิ่มขึ้น 20-30 เปอร์เซ็นต์ และได้วางเป้าหมายสูงสุด คือ รายได้สุทธิเพิ่มขึ้น 5,000-10,000 บาทต่อเดือน

4. การขยายผลการสร้างสรรค์ผลิตภัณฑ์หัตถกรรมจักสานจากนวัตกรรมวัสดุเพื่อความยั่งยืน (วัสดุจักสานยางธรรมชาติเทอร์โมพลาสติก) เพื่อยกระดับผลงานหัตถกรรมไทยสู่สากล โดย ดร.ณัฐพนธ์ อุทัยพันธุ์ อาจารย์ประจำมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ ที่นำเสนอเทคโนโลยีการผลิตวัสดุยางธรรมชาติเทอร์โมพลาสติก ตั้งแต่ต้นน้ำ กลางน้ำ และปลายน้ำ ซึ่งในส่วนของต้นน้ำ สามารถเพิ่มกำลังการผลิตวัสดุจักสานยางธรรมชาติเทอร์โมพลาสติกหรือหวายรักโลกได้ถึง 150 กิโลกรัมต่อเดือน ส่วนกลางน้ำเป็นการถ่ายทอดความรู้ให้กลุ่มเป้าหมาย 60 ครัวเรือน และจัดอบรม 5 หลักสูตร ทั้งการจักสาน การตัดเย็บ มาถึงในส่วนของปลายน้ำ ก็จะได้ผลิตภัณฑ์เป็นกระเป๋าจำนวน 5 แบบ ที่ตั้งเป้าหมายว่าสามารถสร้างรายได้เพิ่มให้ครัวเรือนมากกว่า 5,000 บาทต่อเดือน
5. ศูนย์ถ่ายทอดและบริการเทคโนโลยีที่เหมาะสมสำหรับชุมชนด้านการแปรรูปผลิตภัณฑ์ทางอาหารและการเกษตร โดย รศ.วรพงค์ บุญช่วยแทน อาจารย์ประจำ มทร.ศรีวิชัย ที่ถ่ายทอดเทคโนโลยีควบคุมระบบการเพาะเห็ดอัตโนมัติ เครื่องผสมและอัดก้อนเห็ดแบบกึ่งอัตโนมัติ ตู้อบแห้งพลังงานแสงอาทิตย์แบบมีโรตารี่ ตู้ผอมใบจากโดยใช้พลังงานแสงอาทิตย์ร่วมกับพลังงานไฟฟ้า เครื่องผ่ากะลาผลตาลโตนดและกดแยกกะลาผลตาลโตนดด้วยระบบไฮโดรลิกซ์ โดยเครื่องมือแต่ละชิ้นที่กล่าวมานี้ได้มีการส่งมอบให้กลุ่มวิสาหกิจชุมชน ผู้ประกอบการในท้องถิ่น เทศบาลเมือง เพื่อให้ประชาชนได้ใช้ประโยชน์สร้างงาน สร้างอาชีพต่อไป
มาถึงอีกหนึ่งโครงการวิจัย ที่แม้จะไม่ได้อยู่ใน 6 โชว์เคส ที่ได้มานำเสนอในงาน Appropriate Technology 2025 ของภาคใต้ แต่ได้ชื่อว่าเป็นอีกหนึ่งโครงการวิจัยภายใต้การสนับสนุนทุนวิจัยจาก บพท. ที่ตอบโจทย์การบริหารจัดการปลาสามน้ำในพื้นที่ลุ่มน้ำทะเลสาบสงขลา ครอบคลุมพื้นที่ 2 จังหวัด 13 ตำบล ในจังหวัดพัทลุงและสงขลา โดยเป้าหมายสำคัญของโครงการวิจัยนี้ คือการพัฒนาชุมชนปลาสามน้ำด้วยการสร้างนวัตกรรมการเรียนรู้บนฐานภูมิปัญญาท้องถิ่นด้วยการจัดการเครือข่ายเชิงพื้นที่และนวัตกรรมหรือเทคโนโลยี

โดย ผศ.ดร.เตือนตา ร่าหมาน อาจารย์จากคณะวิทยาศาสตร์และนวัตกรรมดิจิทัล มหาวิทยาลัยทักษิณ ได้ ให้ข้อมูลเพิ่มเติมว่า “นวัตกรรมและเทคโนโลยีสำคัญที่นำไปถ่ายทอดในพื้นที่ คือ การทำบ้านปลามีชีวิต ที่สามารถเพิ่มทั้งจำนวนปลาและคุณภาพของปลาให้มีน้ำหนักเพิ่มขึ้นได้ พบว่า ในบริเวณที่มีการทำบ้านปลาจะมีสัตว์น้ำจำนวน 14 ชนิด คือ ปลาจำนวน 13 ชนิด และกุ้ง 1 ชนิด ประกอบด้วย ปลานิล ปลาสลาด ปลากดหัวโม่ง ปลาแขยงนวล ปลากดเหลือง ปลาแมว ปลาเสือพ่นน้ำ ปลาสร้อยนกเขา ปลากระสูบขีด ปลาตะเพียน และปลาแก้มช้ำ ปลาดุกทะเล ปลากระทิง และ กุ้งก้ามกราม ในทางตรงกันข้าม บริเวณที่ไม่มีการทำบ้านปลามีปลาเพียง 2 ชนิด คือ ปลานิล และปลากดหัวโม่ง”
“ส่วนน้ำหนักของปลาในบริเวณที่มีการทำบ้านปลาเฉลี่ย 46.33±0.75 กิโลกรัม ส่วนในพื้นที่ที่ไม่มีการทำบ้านปลามีน้ำหนักของปลาเฉลี่ย 1.20±0.34 กิโลกรัม สำหรับรายได้ของชาวประมงพื้นบ้าน พบว่ามีรายได้เพิ่มขึ้นหลังจากทำบ้านปลา โดยก่อนจะทำบ้านปลาชาวประมงมีรายได้เฉลี่ย 16,000-24,000 บาท/เดือน และรายได้หลังการทำบ้านปลาเฉลี่ย 40,000-52,000 บาท (รายได้จะขึ้นกับฤดูกาล เครื่องมือประมงและจำนวนครั้งในการทำประมง)”

จากด้วยความโดดเด่นของนวัตกรรมที่เกิดจากแนวคิดที่ง่าย ไม่ซับซ้อน แต่ใช้งานได้จริงนี้เอง ที่ทำให้ “บ้านปลามีชีวิต” ได้รับรางวัลระดับดีเด่นประเภทนวัตกรรม/เทคโนโลยีที่เหมาะสม ในงานชุมชนนวัตกรรมแห่งการเรียนรู้ ปีที่ 2 และคว้ารางวัล SILVER MEDAL จากเวที “2024 Kaohsiung International Invention and Design EXPO” (KIDE 2024) ซึ่งเป็นเวทีประกวดนวัตกรรมระดับนานาขาติ ที่ประเทศไต้หวันได้อีกด้วย
ที่สุดแล้ว บทสรุปสำคัญที่ชี้ให้เห็นถึงปัจจัยความสำเร็จของ Appropriate Technology ที่ บพท. ได้สนับสนุนทุน นอกเหนือจากความเป็นอยู่ของประชาชนและ เศรษฐกิจฐานราก ที่ดีขึ้นจริงแบบจับต้องได้จริงแล้ว ดร.กิตติ ได้แสดงให้เห็นบทสรุปที่น่าสนใจว่า
“ความสำเร็จของ Appropriate Technology ที่สามารถตอบโจทย์พื้นที่ แก้จน ลดหนี้ เพิ่มรายได้ ได้เหมือนชื่อของงานในวันนี้ต้องเกิดจากหลายปัจจัย หนึ่ง คือ การที่เราต้องหาความต้องการของพื้นที่ หรือ Area need ให้เจอ หลายครั้งพบว่าไม่ได้มีการสำรวจ “ทุนในพื้นที่” แล้วไปถามกับชาวบ้านตรงๆว่าเขาอยากได้อะไร ซึ่งจะไม่ได้คำตอบที่ชัดเจน ดังนั้น นักวิจัยหรือทีมทำงานในพื้นที่ จำเป็นต้องหาความต้องการของพื้นที่ให้เจอก่อน สอง ต้องหาปัญหาหรือโอกาสที่แท้จริงเพื่อนำทางสู่การหา Solution ที่ดีที่สุด และ ปัจจัยสำคัญสุดท้าย ที่จะทำให้ภารกิจการทำงานในพื้นที่สำเร็จ คือ ต้องขับเคลื่อนโครงการนั้นด้วย “เครือข่ายความร่วมมือ” ซึ่งที่ผ่านมา บพท. ให้ความสำคัญกับการประสานเอาหน่วยงานต่างๆมาทำงานร่วมกัน ไม่ว่าจะเป็น กระทรวง อว. สำนักสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) หรือ สภาพัฒน์ ไปจนถึงสถาบันการเงิน อย่าง ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์ หรือ ธกส. เป็นต้น”
รีวิวนวัตกรรมและเทคโนโลยีเพื่อเศรษฐกิจฐานราก
ถอดบทเรียนจากการสร้าง ‘นวัตกรชุมชน’ โซ่ข้อสำคัญ เชื่อมเทคโนโลยีที่เหมาะสม ขับเคลื่อนเศรษฐกิจชุมชนไทย











