Wednesday, August 26, 2026

สาลิกาคาบข่าว Vol.326

“ศุภจี” ชี้ โลกเผชิญความผันผวนจาก 4 เทรนด์ การค้ายุคใหม่ “ความไว้ใจ” สำคัญกว่า “ราคา”

นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์
นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ กล่าวปาฐกถาพิเศษในงาน Bangkok Post Economic Forum 2025 หัวข้อ “Reigniting Thailand’s Growth Engine: Trade and Exports” ระบุว่า โลกกำลังเผชิญความผันผวนจาก 4 เทรนด์สำคัญ ได้แก่
1. De-globalization การค้าโลกเปลี่ยนแปลงและเกิด Trade Diversion ในยุค De-globalization ประเทศต่าง ๆ เริ่มคัดเลือกคู่ค้าตามความเสี่ยง และแยกห่วงโซ่อุปทานออกจากคู่ค้าที่มีความเสี่ยงสูง เกิดกำแพงภาษีและกฎระเบียบเฉพาะประเทศมากขึ้น ห่วงโซ่อุปทานจึงย้ายจากประเทศหนึ่งไปยังประเทศที่ “ปลอดภัยกว่า” ผลลัพธ์คือ trade diversion ขนานใหญ่ เช่น กลุ่มประเทศตะวันตกย้าย supply chain ออกจากจีนมาเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ อินเดีย เม็กซิโก เวียดนาม และไทย ได้รับการค้าใหม่เข้ามาแทน และการค้าจะเกิดขึ้นตามความไว้ใจและความมั่นคงมากกว่าราคาที่ต่ำสุด
2. De-carbonization สภาพอากาศที่แปรปรวนส่งผลกระทบทั้งต่อความมั่นคงทางอาหารของโลก หลายประเทศจึงมุ่งเป้าไปสู่เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ เช่น ยุโรป ที่จะเริ่มบังคับใช้มาตรการ CBAM
3. Digitalization เทคโนโลยีดิจิทัลมีบทบาทสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจและสังคมโลก
และ 4. Demographics การเพิ่มขึ้นของประชากรสูงอายุและอัตราการเกิดลดลง หากไทยไม่ปรับตัวจะสูญเสียแรงส่งด้านการส่งออกและการค้า

COP30 เพิ่มเงินสนับสนุนประเทศกำลังพัฒนา ลดโลกร้อน จาก 3 แสนล้าน เป็น 1.3 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ

COP30 วิกฤติโลกเดือด

การประชุม COP30 เห็นสัญญาณการร่วมมือที่เข้มงวดขึ้นเพื่อลดผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศจากประเทศต่างๆ ทั่วโลก โดยเฉพาะในประเด็นการเร่งการเลิกใช้เชื้อเพลิงฟอสซิล และเพิ่มการใช้เชื้อเพลิงยั่งยืน 4 เท่าภายในปี 2035 นอกจากนี้ ข้อมูลจากศูนย์วิจัยกสิกรไทย ระบุว่า ประเทศพัฒนาแล้วจะเพิ่มการให้เงินสนับสนุนประเทศกำลังพัฒนา โดยจะเพิ่มการช่วยเหลือทางการเงินอย่างน้อย 1.3 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐต่อปี จากเดิมที่กำหนดเป้าหมายไว้เพียง 300,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐต่อปี ในการประชุม COP29 ที่เมือง Baku เพิ่มการลงทุนโครงการอุตสาหกรรมสะอาดในประเทศกำลังพัฒนาจำนวน 140,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ และเพิ่มการลงทุนเป็น 150,000 จาก 117,000 ล้านดอลลาร์ต่อปี เพื่อรองรับการเพิ่มสัดส่วนพลังงานหมุนเวียน 3 เท่าภายในปี 2030

“เอไอเอส” ส่งทีมตรวจสอบความพร้อมสถานีฐานภาคใต้ ดำเนินการตลอด 24 ชั่วโมง ลดผลกระทบน้ำท่วม

บมจ.แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส หรือ เอไอเอส ส่งทีมวิศวกรเครือข่ายลงพื้นที่ตรวจสอบความพร้อมของสถานีฐานในภาคใต้อย่างใกล้ชิด หลังกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) แจ้งเตือนสถานการณ์อุทกภัยภาคใต้ในหลายพื้นที่ ได้แก่ จ.นครศรีธรรมราช จ.พัทลุง จ.สงขลา จ.สตูล จ.ตรัง จ. ปัตตานี จ.ยะลา และ จ.นราธิวาส โดย ปภ.ได้ร่วมกับเอไอเอสส่งข้อความแจ้งเตือนเหตุฉุกเฉินผ่าน Cell Broadcast ในพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบ
พร้อมกันนี้ เอไอเอสได้เสริมมาตรการดูแลโครงข่ายอย่างเต็มกำลัง โดยจัดทีมวิศวกรและช่างเทคนิคแสตนด์บาย ตลอด 24 ชั่วโมง พร้อมเตรียมรถสถานีฐานเคลื่อนที่ เพื่อสนับสนุนสัญญาณทันทีหากมีเหตุฉุกเฉินหรือพื้นที่ใดได้รับผลกระทบจากอุทกภัย ลดผลกระทบต่อการสื่อสารของประชาชนให้ได้มากที่สุด
เอไอเอส ยังได้นำนวัตกรรม Smart Site เข้ามาช่วยเฝ้าระวังสถานการณ์ ด้วยระบบกล้องวงจรปิดตรวจสอบระดับน้ำบริเวณสถานีฐานและโครงข่ายในพื้นที่เสี่ยงแบบเรียลไทม์ ตลอด 24 ชั่วโมง ผ่านศูนย์บริหารจัดการเครือข่าย (Network Operation Center: NOC) พร้อมเตรียมตั้ง War Room ทันทีหากสถานการณ์ยกระดับ เพื่อให้สามารถสั่งการและฟื้นฟูโครงข่ายได้อย่างรวดเร็วและตรงจุด

G20 เปิดฉากประชุมครั้งแรกในแอฟริกา แก้ปัญหาความยากจน-เหลื่อมล้ำ

การประชุมสุดยอดกลุ่ม G20 ครั้งแรกในแอฟริกา เปิดฉากขึ้นในวันนี้ (22 พ.ย.) โดยมีเป้าหมายสำคัญในการหาทางแก้ไขปัญหาที่ยืดเยื้อมานานซึ่งกระทบต่อบรรดาประเทศยากจนที่สุดในโลก ผู้นำและเจ้าหน้าที่รัฐบาลระดับสูงจากประเทศร่ำรวยและเศรษฐกิจเกิดใหม่ชั้นนำจะมาประชุมกันที่ศูนย์นิทรรศการใกล้ย่านโซเวโต (Soweto) ในแอฟริกาใต้ เพื่อพยายามหาข้อตกลงร่วมกันเกี่ยวกับประเด็นสำคัญที่สุดที่ควรเน้นในการประชุม G20 ตามที่แอฟริกาใต้กำหนด สนับสนุนประเทศยากจนให้ฟื้นตัวจากภัยพิบัติที่เกี่ยวข้องกับสภาพอากาศ, ลดภาระหนี้ต่างประเทศ, เปลี่ยนไปใช้พลังงานสีเขียว และใช้ประโยชน์จากทรัพยากรแร่ธาตุสำคัญของตนเอง เพื่อลดความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจในระดับโลก