ผ่านโยบาย “น้ำ” เมืองใหม่น่าอยู่อัจฉริยะ EECiti “ศูนย์กลางธุรกิจคู่กรุงเทพฯ”

โครงการศูนย์ธุรกิจ EEC และเมืองใหม่น่าอยู่อัจฉริยะ (EEC Capital City : EECiti) หรือ “เมืองหลวงของอีอีซี” เป็นหนึ่งในเป้าหมายของการพัฒนาเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก รองรับการลงทุนในอุตสาหกรรมเป้าหมาย (New S-Curve) ตั้งอยู่ภายในรัศมี 30 กม. รอบสนามบินอู่ตะเภา เป็นส่วนหนึ่งของการพัฒนามหานครการบินภาคตะวันออก เพื่อรองรับการขยายตัวของกิจกรรมทางเศรษฐกิจที่เกี่ยวข้องกับธุรกิจที่สอดคล้อง ที่จะเกิดขึ้นจากการพัฒนาสนามบินอู่ตะเภาและเมืองการบินตะวันออก ตลอดจนจากการพัฒนาพื้นที่ EEC ซึ่งคาดว่าจะทำให้มีประชากรเพิ่มขึ้น 1.5 ล้านคน และผู้เดินทาง 70 ล้านคน ในปี 2580 

โครงการนี้มีเป้าหมายเป็นศูนย์กลางธุรกิจและการเงินระดับภูมิภาค เป็นเมืองธุรกิจคู่กรุงเทพฯ โดยมีแหล่งที่อยู่อาศัยสำหรับคนทุกกลุ่ม เช่น นักลงทุน คนที่เข้ามาทำงานในพื้นที่ สตาร์ทอัพ ซึ่งจะช่วยลดความหนาแน่น ไม่ให้เกิดชุมชนแออัดในพัทยาและระยอง โดยตั้งเป้าหมายว่าในปี 2575 จะมีประชากรประมาณ 350,000 คน รวมประชากรในพื้นที่เดิม และคนเดินทางเข้าออกพื้นที่ 
การพัฒนาโครงการศูนย์ธุรกิจ EEC และเมืองใหม่น่าอยู่อัจฉริยะ นอกจากจะรองรับการลงทุนในภาคธุรกิจและบริการ ยังเป็นที่อยู่อาศัยชั้นดีที้ช่วยลดความแออัดของของกรุงเทพฯ เป็นการกระจายความเจริญไปสู่ภูมิภาค เป็นกรุงเทพฯ แห่งที่ 2 ให้ประชาชนย้ายเข้ามาตั้งถิ่นฐานในพื้นที่เพื่อแสวงหารายได้ที่เพิ่มขึ้นและมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นได้

เปลี่ยนดินทรายให้หลายเป็นมหานคร

สำหรับพื้นที่โครงการฯ ประมาณ 14,619 ไร่ ตั้งอยู่ในบริเวณตำบลห้วยใหญ่ อำเภอบางละมุง จังหวัดชลบุรี ซึ่งอยู่ในเขตปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรมของสำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม (ส.ป.ก.) ซึ่งมติ ครม. วันที่ 22 มีนาคม 2565 เห็นชอบให้ สำนักงานคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (สกพอ.) เข้าใช้ประโยชน์ที่ดินของ ส.ป.ก. เพื่อพัฒนาโครงการศูนย์ธุรกิจ EEC และเมืองใหม่น่าอยู่อัจฉริยะ ห่างจากพัทยาประมาณ 10 กม. และสนามบินอู่ตะเภาประมาณ 15 กม. มีประชากรอาศัยอยู่น้อยมาก ประมาณ 166 คน และมีจำนวนครัวเรือนประมาณ 83 ครัวเรือน เนื่องจากเป็นพื้นที่เป็นดินปนทราย มีความอุดมสมบูรณ์ต่ำ ทำให้มีรายได้จากอาชีพการเกษตรเฉลี่ยเพียง 189,198 บาทต่อครัวเรือนต่อปี ซึ่งไม่เพียงพอเลี้ยงดูครอบครัวได้ ประชาชนเจ้าของพื้นที่ส่วนใหญ่จึงเห็นด้วยกับการพัฒนาโครงการ

วางแผนรัดกุมป้องกันน้ำท่วม

แม้โครงการศูนย์ธุรกิจ EEC และเมืองใหม่น่าอยู่อัจฉริยะ จะมีความเสี่ยงต่อการเกิดน้ำท่วมน้อย เนื่องจากพื้นที่มีความสูงเฉลี่ย 100 เมตร จากระดับน้ำทะเลปานกลาง ไม่มีความเสี่ยงที่จะเกิดน้ำท่วม แต่แผนป้องกันน้ำท่วมของเมืองใหม่ใน EEC ก็เน้นการบริหารจัดการน้ำแบบบูรณาการ โดยมีเป้าหมายหลักคือการพัฒนาแหล่งเก็บกักน้ำทั้งในทางน้ำสายหลักและสายรอง และการกักเก็บน้ำภายในพื้นที่โครงการ นอกจากนี้ยังมีการพัฒนาแหล่งน้ำเพื่อการอุปโภคบริโภคและการเกษตร ซึ่งจะช่วยเพิ่มพื้นที่รับประโยชน์และครัวเรือนที่ได้รับผลกระทบจากน้ำท่วมและภัยแล้ง โดยแนวทางหลักของแผน คือ
การพัฒนาแหล่งกักเก็บน้ำ : จะมีการสร้างแหล่งชะลอและแหล่งกักเก็บน้ำในทางน้ำสายหลักและสายรอง และการพัฒนาแหล่งกักเก็บน้ำภายในพื้นที่โครงการโดยเฉพาะ
การเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารจัดการน้ำ : แผนนี้มีเป้าหมายเพื่อแก้ปัญหาน้ำท่วมและภัยแล้งในพื้นที่ EEC ซึ่งเป็นพื้นที่อุตสาหกรรมหลักของประเทศ
การสนับสนุนการอุปโภคบริโภคและการเกษตร : แผนยังรวมถึงการพัฒนาแหล่งน้ำเพื่อการอุปโภคบริโภคและการเกษตรในพื้นที่ด้วย
งบประมาณและการลงทุน : รัฐบาลได้อนุมัติงบประมาณ 2,700 ล้านบาท เพื่อนำไปดำเนินงานตามแผน โดยคาดว่าจะมีพื้นที่ได้รับประโยชน์กว่า 71,000 ไร่ และครัวเรือนกว่า 55,000 ครัวเรือน 

ศึกษาปริมาณน้ำฝน 25 ปี

ในด้านระบบระบายน้ำและป้องกันน้ำท่วม ได้มีการศึกษาปริมาณน้ำฝนที่รอบปีการเกิดซ้ำ 25 ปี ฝนตกติดต่อกัน 6 ชั่วโมง พบว่ามีปริมาณน้ำฝนในพื้นที่โครงการฯ 15.90 มม./ชม. หรือ 95.40 มม. จึงมีการออกแบบระบบระบายน้ำและป้องกันน้ำท่วมของโครงการฯ ให้ไหลผ่าน Rain Garden ซึ่งทำหน้าที่เป็นร่องระบายน้ำเปิดย่อยในเมือง เพื่อชะลอความเร็วของน้ำ เพิ่มโอกาสให้น้ำซึมลงดิน และให้พืชพรรณกรองตะกอน หรือสารปนเปื้อนต่างๆ ที่มากับน้ำ ก่อนจะรวบรวมลงสู่ร่องระบายน้ำหลักที่อยู่ตามแนวถนนภายในโครงการฯ โดยท่อระบายน้ำมีขนาดไม่น้อยกว่า 1.00 ม. และมีการติดตั้งสถานีสูบน้ำบริเวณท้ายน้ำของทะเลสาบ หากเกิดกรณีฉุกเฉินที่มีปริมาณน้ำฝนภายในพื้นที่โครงการฯสูงกว่าศักยภาพ ด้วยเทคโนโลยีการควบคุมระบบ SCADA ในการบริหารจัดการการสูบน้ำฉุกเฉินโดยอัตโนมัติ

เน้นพึ่งพา “น้ำ” ด้วยตนเอง

ด้านการจัดหาแหล่งน้ำและระบบประปา เน้นการพึ่งพาตนเอง มุ่งการใช้ทรัพยากรน้ำอย่างคุ้มค่า โดยใช้เทคโนโลยีประหยัดน้ำ มีระบบเก็บกักน้ำฝนมาใช้ประโยชน์ (Rain Water Harvesting) และการเติมน้ำใต้ดิน (Groundwater Recharge) โดยใช้ข้อมูลคาดการณ์ปริมาณความต้องการใช้น้ำประปาสำหรับพื้นที่ในอนาคต 14,619 ไร่ ในปี 2575 พบว่ามีความต้องการใช้น้ำประปารวมทั้งหมดของโครงการฯ ประมาณ 68,798 ลบ.ม./วัน แบ่งเป็นความต้องการน้ำประปาในระยะที่ 1 ประมาณ 38,038 ลบ.ม./วัน ระยะที่ 2 ประมาณ 15,535 ลบ.ม./วัน และระยะที่ 3 ประมาณ 15,225 ลบ.ม./วัน ซึ่งระบบผลิตน้ำประปาจะเป็นรูปแบบประปาดื่มได้ โดยใช้ระบบเมม เบรน Ultra-Filtration (UF) มีกำลังผลิตประมาณ 96,000 ลบ.ม./วัน ซึ่งจะต้องมีการพัฒนาแหล่งเก็บกักน้ำในพื้นที่โครงการฯ ประมาณ 3 แห่ง ใช้พื้นที่รวมประมาณ 1,000 ไร่ พร้อมโครงข่ายระบบส่งน้ำดิบเพื่อเก็บกักน้ำประมาณ 19 ล้าน ลบ.ม. นอกจากนั้นจะมีการพิจารณาการพัฒนาแหล่งน้ำบาดาลเพื่อเป็นแหล่งน้ำสำรองของโครงการฯ มีการวางโครงข่ายระบบท่อจ่ายน้ำประปาภายในระบบอุโมงค์ อีกทั้งมีการนำเทคโนโลยีการบริหารจัดการอัจฉริยะแบบ Real Time (Smart Meter) มาใช้ในการติดตามตรวจสอบคุณภาพและปริมาณการผลิตน้ำประปาให้เป็นไปตามมาตรฐาน 

Zero Discharge ใช้น้ำทุกหยด

ด้านการจัดการน้ำเสีย จะนำน้ำที่ผ่านการบำบัดแล้วกลับมาใช้ใหม่ เพื่อการอุปโภคและรดน้ำต้นไม้ในพื้นที่สีเขียวส่วนกลางของโครงการฯ  โดยประเมินจาก 30% ของความต้องการใช้น้ำเพื่ออุปโภคบริโภคทั้งหมด ซึ่งเป็นการจัดการน้ำระบบปิด (Zero Discharge) ไม่ปล่อยน้ำเสียออกสู่แหล่งน้ำสาธารณะ โดยข้อมูลคาดการณ์ปริมาณน้ำเสียชุมชนในพื้นที่โครงการฯ ในปี 2575 พบว่ามีประมาณ 55,038 ลบ.ม./วัน แบ่งเป็นปริมาณน้ำเสียที่เกิดขึ้นที่เกิดขึ้นในระยะที่ 1 ประมาณ 30,430 ลบ.ม./วัน ระยะที่ 2 ประมาณ 12,428 ลบ.ม./วัน และระยะที่ 3 ประมาณ 12,180 ลบ.ม./วัน ใช้ระบบบำบัดรูปแบบเทคโนโลยีเยื่อกรองชีวภาพ (Membrane Bioreactor; MBR) หรือระบบอื่นตามความเหมาะสม และฆ่าเชื้อโรคด้วยคลอรีน (Chlorination Disinfection) ขณะที่ความต้องการน้ำรีไซเคิลรวมทั้งหมดของโครงการฯ มีประมาณ 39,001 ลบ.ม./วัน โดยในระยะที่ 1 ประมาณ 28,782 ลบ.ม./วัน ระยะที่ 2 ประมาณ 4,529 ลบ.ม./วัน และระยะที่ 3 ประมาณ 5,690 ลบ.ม./วัน

10 ปีแห่งอนาคต

ตามแผนปฏิบัติโครงการศูนย์ธุรกิจ EEC และเมืองใหม่น่าอยู่อัจฉริยะที่จัดทำขึ้นเมื่อเดือน ธ.ค. 2565 เงินลงทุนทั้งโครงการรวมประมาณ 1.34 ล้านล้านบาท ตลอดระยะเวลาโครงการ 10 ปี แบ่งการลงทุนเป็น 3 กลุ่ม ได้แก่
1. การลงทุนโดยภาครัฐ ได้แก่ สกพอ. ประมาณ 28,541 ล้านบาท และหน่วยงานรัฐอื่นที่เกี่ยวข้องประมาณ 9,133 ล้านบาท รวมเงินลงทุนโดยภาครัฐประมาณ 37,674 ล้านบาท คิดเป็น 2.8% ของมูลค่าการลงทุน รวมทั้งโครงการประกอบด้วย ค่าชดเชยที่ดิน ค่าเตรียมการพัฒนาโครงการฯ ค่าปรับพื้นที่และค่าโครงสร้างพื้นฐาน เช่น ถนนเชื่อมโครงข่ายภายนอกโครงการ ถนนภายในโครงการ สะพาน ภูมิทัศน์ พื้นที่สาธารณะและนันทนาการส่วนกลาง ระบบสายส่งไฟฟ้าแรงสูง ระบบท่อส่งน้ำดิบ การพัฒนาแหล่งน้ำและทางน้ำ เป็นต้น
2. การร่วมลงทุนระหว่างรัฐหรือรัฐวิสาหกิจและเอกชน หรือเอกชนลงทุน ประมาณ 131,119 ล้านบาท คิดเป็น 9.7% ของมูลค่าการลงทุนรวมทั้งโครงการ โดยลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานและระบบสาธารณูปโภคภายในเมือง เช่น ระบบดิจิทัล ระบบบริหารจัดการอัจฉริยะ ระบบขนส่งสาธารณะในเมือง แหล่งน้ำและระบบประปา ระบบบำบัดน้ำเสียส่วนกลาง ระบบผลิตน้ำรีไซเคิล ระบบจัดการขยะ ระบบไฟฟ้า อุโมงค์สาธารณูปโภค เป็นต้น
3. การลงทุนโดยภาคเอกชน ประมาณ 1,180,808 ล้านบาท คิดเป็น 87.5% ของมูลค่าการลงทุนรวมทั้งโครงการ ได้แก่ ค่าลงทุนพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ และระบบสาธารณูปโภคในพื้นที่เชิงพาณิชย์