ในยุคที่โลกต้องเผชิญกับความท้าทายจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศอย่างรุนแรง การบริหารจัดการ “มหาอุทกภัย” เป็นหนึ่งในภารกิจสำคัญของรัฐบาลทั่วโลก
โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ชาติที่มีภูมิประเทศต่ำกว่าระดับน้ำทะเลหรือมีความเสี่ยงสูงต่อการเกิดน้ำท่วม
ประเทศเหล่านี้ต้องเผชิญกับภัยพิบัติที่ไม่เพียงแต่สร้างความเสียหายต่อชีวิตและทรัพย์สิน แต่ยังส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจ สังคม และความมั่นคงในระยะยาว
บทวิเคราะห์นี้จะสำรวจแบบอย่างการบริหารจัดการ “มหาอุทกภัย” จากประเทศต่างๆ ที่อยู่ “ใต้ระดับน้ำทะเล” เริ่มจาก “เดนมาร์ก”
โดยเฉพาะอย่างยิ่ง “โคเปนเฮเกน” ที่ได้พัฒนาแนวทางการจัดการน้ำท่วมในเขตเมืองอย่างชาญฉลาดผ่านโครงการ Cloudburst Management Plan ซึ่งออกแบบให้ถนนและสวนสาธารณะสามารถกลายเป็นช่องทางระบายน้ำเมื่อเกิดฝนตกหนัก

โดยใช้แนวคิดของ “เมืองฟองน้ำ” ที่สามารถดูดซับและชะลอน้ำได้อย่างมีประสิทธิภาพ
นอกจากนี้ “โคเปนเฮเกน” ยังมีการใช้ระบบระบายน้ำที่ยั่งยืน ผ่านการออกแบบพื้นที่สาธารณะให้สามารถรองรับน้ำหลากได้โดยไม่สร้างความเสียหายต่อโครงสร้างพื้นฐาน
“บังกลาเทศ” เป็นอีกประเทศที่มีความเสี่ยงสูงจาก “มหาอุทกภัย” ทั้งปัจจัยจากน้ำทะเลหนุน พายุไซโคลน และน้ำล้นตลิ่ง
โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ในพื้นที่สามเหลี่ยมปากแม่น้ำที่มีประชากรหนาแน่น
รัฐบาลบังกลาเทศได้จัดทำแผน Bangladesh Delta Plan 2100 ซึ่งเป็นแผนระยะยาวที่มุ่งเน้นการบริหารจัดการน้ำอย่างยั่งยืน โดยใช้ระบบคันกั้นน้ำ (Polder System) ร่วมกับการสร้างศูนย์พักพิงจากพายุ ระบบเตือนภัยล่วงหน้า และการส่งเสริมการเกษตรที่ยืดหยุ่นต่อสภาพอากาศ ไม่ว่าจะเป็น การปลูกพืชที่ทนต่อน้ำเค็มและน้ำท่วม

แผนนี้ได้รับการสนับสนุนจากองค์กรระหว่างประเทศและมีการบูรณาการข้อมูลทางวิทยาศาสตร์เข้ากับการวางแผนเชิงพื้นที่อย่างเป็นระบบ
ข้ามมาดูประเทศบ้านใกล้เรือนเคียงของเราในพื้นที่ลุ่มน้ำโขงตอนใต้อย่าง “เวียดนาม” กันบ้าง
“เวียดนาม” ได้ปรับเปลี่ยนแนวทางการจัดการน้ำท่วมจาก “แนวทางแข็ง” เช่น การสร้างเขื่อน ไปสู่ “แนวทางอ่อน” เช่น การใช้วิศวกรรมเชิงนิเวศและการออกแบบพื้นที่ให้สามารถรับน้ำได้โดยไม่เสียหาย
รัฐบาลเวียดนามส่งเสริมการเกษตรที่อิงน้ำหลาก เช่น การเลี้ยงปลาและกุ้งในฤดูน้ำท่วม และการออกแบบเมืองให้มีพื้นที่รับน้ำในเขตชุมชน
โครงการเหล่านี้ช่วยเพิ่มรายได้เกษตรกรในฤดูน้ำหลาก และลดความเสียหายจากน้ำท่วมผิดฤดูกาล โดยมีการสนับสนุนจากธนาคารโลกและองค์กรพัฒนาเอกชนระหว่างประเทศ
มาที่พี่เบิ้มกันบ้างกับ “สหรัฐอเมริกา” โดยเฉพาะอย่างยิ่ง “นิวออร์ลีนส์”
“นิวออร์ลีนส์” เป็นเมืองที่ตั้งอยู่ต่ำกว่าระดับน้ำทะเลและเผชิญกับภัยพิบัติจากเฮอร์ริเคนแคทรีนาในปี ค.ศ. 2005 ได้พัฒนาโครงสร้างพื้นฐานเพื่อป้องกันน้ำท่วมอย่างครอบคลุม
โดยมีระบบเขื่อนและประตูน้ำกว่า 350 ไมล์ พร้อมระบบสูบน้ำและโครงสร้างสีเขียว เช่น สวนดูดซับน้ำและพื้นที่ชะลอน้ำในเขตเมือง
โครงการ Green Infrastructure ได้รับการสนับสนุนจากรัฐบาลกลางและมีการบูรณาการกับแผนพัฒนาเมืองอย่างยั่งยืน เพื่อเพิ่มความสามารถในการรับมือกับพายุและน้ำท่วมในอนาคต
กลับมาที่ประเทศใน ASEAN คือ “อินโดนีเซีย” โดยเฉพาะอย่างยิ่ง “จาการ์ตา”
“จาการ์ตา” กำลังเผชิญกับการทรุดตัวของพื้นดินและน้ำทะเลหนุนอย่างต่อเนื่อง รัฐบาลอินโดนีเซียจึงได้จัดทำโครงการ National Capital Integrated Coastal Development ซึ่งประกอบด้วยการสร้างเขื่อนชายฝั่ง ระบบป้องกันน้ำทะเล และการย้ายชุมชนจากพื้นที่เสี่ยง

นอกจากนี้ยังมีแผนการย้ายเมืองหลวงไปยังพื้นที่ที่ปลอดภัยจากน้ำท่วมในเกาะกาลิมันตัน เพื่อวางรากฐานการพัฒนาเมืองใหม่ที่ยั่งยืนและปลอดภัยจากภัยพิบัติทางน้ำ
บทเรียนจากประเทศเหล่านี้สะท้อนให้เห็นว่า การบริหารจัดการ “มหาอุทกภัย” ต้องอาศัยแนวทางที่หลากหลายและต้องมีการทำงานแบบบูรณาการ ทั้งในด้านวิศวกรรม การวางแผนเชิงพื้นที่ การมีส่วนร่วมของประชาชน
โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การใช้เทคโนโลยีในการคาดการณ์และตอบสนองต่อสถานการณ์ฉุกเฉิน การลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานที่ยืดหยุ่น การวางแผนระยะยาว และการสร้างระบบเตือนภัยที่มีประสิทธิภาพเป็นองค์ประกอบสำคัญที่ช่วยลดความเสี่ยงและเพิ่มความสามารถในการฟื้นตัวของชุมชน
ตัวอย่างสุดท้าย จะเป็นประเทศใดไปไม่ได้นอกจาก “เนเธอร์แลนด์”
“เนเธอร์แลนด์” เป็นหนึ่งในตัวอย่างที่โดดเด่นที่สุดของการบริหารจัดการ “มหาอุทกภัย” อย่างเป็นระบบและยั่งยืน
ด้วยภูมิประเทศที่มีพื้นที่กว่าหนึ่งในสามอยู่ต่ำกว่าระดับน้ำทะเล และมีความเสี่ยงต่อการเกิดน้ำท่วมสูงอย่างต่อเนื่อง ประเทศนี้จึงต้องพัฒนากลยุทธ์การจัดการน้ำที่มีความซับซ้อนและล้ำหน้าเพื่อปกป้องประชาชนและเศรษฐกิจของตนเองจากภัยพิบัติทางธรรมชาติที่อาจเกิดขึ้นได้ทุกเมื่อ

“เนเธอร์แลนด์” ได้ลงทุนในโครงการ Delta Programme ซึ่งเป็นแผนงานระดับชาติที่มีเป้าหมายเพื่อป้องกันน้ำท่วม รักษาความมั่นคงของแหล่งน้ำจืด และปรับตัวต่อสภาพภูมิอากาศที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว
จุดเริ่มต้นของการเปลี่ยนแปลงเชิงระบบของ “เนเธอร์แลนด์” เกิดขึ้นหลังจากเหตุการณ์น้ำท่วมครั้งใหญ่ในปี ค.ศ. 1953 ซึ่งคร่าชีวิตประชาชนกว่า 1,800 คนและสร้างความเสียหายมหาศาลต่อพื้นที่ทางตะวันตกเฉียงใต้ของประเทศ
เหตุการณ์นี้กลายเป็นแรงผลักดันให้รัฐบาลจัดตั้งโครงการ Delta Works ซึ่งเป็นชุดของเขื่อน ประตูน้ำ และโครงสร้างป้องกันน้ำท่วมที่ได้รับการยกย่องว่าเป็น “หนึ่งในสิ่งมหัศจรรย์ทางวิศวกรรมของโลกยุคใหม่”
โครงการนี้ไม่เพียงแต่สร้างกำแพงกั้นน้ำที่แข็งแรง แต่ยังรวมถึงระบบควบคุมระดับน้ำที่สามารถปรับเปลี่ยนได้ตามสภาพอากาศและระดับน้ำทะเลที่เปลี่ยนแปลง
ในช่วงหลายทศวรรษที่ผ่านมา “เนเธอร์แลนด์” ได้เปลี่ยนแนวคิดจากการ “ต่อสู้กับน้ำ” ไปสู่การ “อยู่ร่วมกับน้ำ” โดยใช้แนวทางเชิงพื้นที่และการออกแบบเมืองที่ยืดหยุ่นต่อภัยพิบัติ
ทำให้เมืองต่างๆ ใน “เนเธอร์แลนด์” ทยอยปรับเปลี่ยนโครงสร้างพื้นฐาน เช่น การสร้างพื้นที่รับน้ำชั่วคราวในเขตเมือง การออกแบบสวนสาธารณะที่สามารถกลายเป็นแอ่งรับน้ำในช่วงฝนตกหนัก และการยกระดับอาคารสำคัญให้อยู่เหนือระดับน้ำท่วม
หนึ่งในแนวคิดที่โดดเด่นคือ Room for the River ซึ่งเป็นโครงการที่มุ่งเน้นการคืนพื้นที่ให้กับแม่น้ำโดยการขยายพื้นที่น้ำหลาก ลดสิ่งกีดขวาง และปรับปรุงภูมิทัศน์เพื่อให้แม่น้ำสามารถไหลได้อย่างเป็นธรรมชาติในช่วงที่มีปริมาณน้ำสูง

โครงการนี้ไม่เพียงแต่ลดความเสี่ยงจากน้ำท่วม แต่ยังเพิ่มคุณภาพชีวิตของประชาชนโดยการสร้างพื้นที่สีเขียวและแหล่งพักผ่อนหย่อนใจในเขตเมือง
ในระดับนโยบาย โครงการ Delta Programme ได้รับการปรับปรุงอย่างต่อเนื่องโดยมีการวางแผนล่วงหน้าเป็นระยะเวลา 50 ถึง 100 ปี โดยคำนึงถึงการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศและระดับน้ำทะเลที่อาจเพิ่มขึ้นถึง 5 เมตรภายในปี ค.ศ. 2200
การวางแผนระยะยาวนี้ทำให้ “เนเธอร์แลนด์” สามารถลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานที่มีความยืดหยุ่นและปรับตัวได้ เช่น การใช้ระบบเซ็นเซอร์ตรวจวัดระดับน้ำแบบเรียลไทม์ การพัฒนาแบบจำลองทางคณิตศาสตร์เพื่อคาดการณ์สถานการณ์น้ำท่วม และการใช้เทคโนโลยีดิจิทัลในการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ
นอกจากการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานแล้ว “เนเธอร์แลนด์” ยังให้ความสำคัญกับการมีส่วนร่วมของประชาชนในการวางแผนและตัดสินใจด้านการจัดการน้ำ
โดยมีการจัดเวทีสาธารณะ การให้ข้อมูลผ่านแพลตฟอร์มออนไลน์ และการส่งเสริมการศึกษาเกี่ยวกับภัยพิบัติทางน้ำตั้งแต่ระดับโรงเรียนจนถึงมหาวิทยาลัย
แนวทางนี้ช่วยสร้างความเข้าใจและความร่วมมือระหว่างภาครัฐ ภาคเอกชน และประชาชนในการรับมือกับมหาอุทกภัยอย่างมีประสิทธิภาพ
การบริหารจัดการน้ำของ “เนเธอร์แลนด์” ไม่เพียงแต่ลดความเสียหายจากน้ำท่วม แต่ยังสร้างโอกาสทางธุรกิจและการส่งออกเทคโนโลยีด้านการจัดการน้ำไปยังประเทศอื่นๆ ที่เผชิญกับปัญหาเดียวกัน
ไม่ว่าจะเป็นบังคลาเทศ เวียดนาม และอินโดนีเซีย ดังได้กล่าวไปในตอนต้น เห็นได้จาก ชาติเหล่านี้ใช้บริการบริษัทวิศวกรรมของเนเธอร์แลนด์ในการออกแบบระบบป้องกันน้ำท่วมและการพัฒนาเมืองที่ยั่งยืน

ในบริบทของการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่ทำให้ปรากฏการณ์สุดขั้ว เช่น ฝนตกหนักและพายุรุนแรงเกิดบ่อยขึ้น การบริหารจัดการน้ำของ “เนเธอร์แลนด์” เป็นแบบอย่างที่หลายประเทศต้องการศึกษาและนำไปปรับใช้
“รัฐบาลเนเธอร์แลนด์” ได้จัดตั้งคณะกรรมการ Delta Commissioner ซึ่งมีหน้าที่กำกับดูแลและประสานงานการดำเนินงานด้านการจัดการน้ำในระดับชาติ โดยมีอำนาจในการเสนอแนะนโยบายและงบประมาณต่อรัฐสภาโดยตรง
การมีหน่วยงานเฉพาะที่มีอำนาจและความรับผิดชอบชัดเจนช่วยให้การดำเนินงานมีความต่อเนื่องและสามารถตอบสนองต่อสถานการณ์ฉุกเฉินได้อย่างรวดเร็ว นอกจากนี้ยังมีการประเมินผลและปรับปรุงแผนงานอย่างสม่ำเสมอโดยอิงจากข้อมูลทางวิทยาศาสตร์และการมีส่วนร่วมของผู้เชี่ยวชาญจากหลากหลายสาขา
บทเรียนสำคัญจาก “เนเธอร์แลนด์” ก็คือ การมอง “มหาอุทกภัย” ไม่ใช่เพียงภัยพิบัติที่ต้องหลีกเลี่ยง แต่เป็นความจริงที่ต้องอยู่ร่วมและบริหารจัดการอย่างมีระบบ
การลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานที่ยืดหยุ่น การวางแผนระยะยาว การใช้เทคโนโลยี และการมีส่วนร่วมของประชาชนเป็นองค์ประกอบสำคัญที่ทำให้ประเทศใต้ระดับน้ำทะเลแห่งนี้สามารถอยู่รอดและเจริญเติบโตได้ท่ามกลางความเสี่ยงที่สูงที่สุดในโลก
ในยุคที่ปรากฏการณ์สุดขั้ว เช่น ฝนตกหนัก พายุรุนแรง น้ำทะเลหนุนเกิดบ่อยขึ้น การเรียนรู้จากแบบอย่างของ “ประเทศใต้ระดับน้ำทะเล” จึงไม่ใช่เพียงทางเลือก แต่เป็นความจำเป็นสำหรับประเทศที่ต้องการสร้างความมั่นคงและความยั่งยืนในการบริหารจัดการ “มหาอุทกภัย” ในระยะยาว
การบูรณาการข้อมูลทางวิทยาศาสตร์เข้ากับการวางแผนเชิงนโยบาย การส่งเสริมการมีส่วนร่วมของประชาชน และการสร้างความร่วมมือระหว่างประเทศ
ทั้งหมดนี้เป็นแนวทางที่สามารถนำไปสู่การรับมือกับภัยพิบัติทางน้ำอย่างมีประสิทธิภาพและยั่งยืนในระดับโลกครับ










