ตลอดหลายปีที่ผ่านมา Nvidia คือดวงดาวที่เจิดจรัสที่สุดในจั กรวาลเทคโนโลยี คือผู้เปิดประตูสู่ยุคทองแห่งปั ญญาประดิษฐ์ (AI) แต่ในขณะที่แสงสปอตไลต์ยั งคงสาดส่อง ข้อมูลเชิงลึกที่ทะลักเข้ามาอย่ างต่อเนื่องกลับเริ่มส่งเสี ยงกระซิบถึ งความเปราะบางในโครงสร้างหลั กของอาณาจักรชิปแห่งนี้ ภาพอนาคตที่กำลังปรากฏขึ้นจึ งไม่ใช่เส้นทางแห่งความรุ่ งโรจน์ที่โรยด้วยกลีบกุหลาบอี กต่อไป แต่คือสัญญาณเตือนภัย ที่ดังขึ้นจากการเทขายหุ้ นของบรรดาวงใน ที่อ่านเกมขาดว่าจะมีมรสุมลู กใหญ่กำลังก่อตัวอยู่เบื้องหน้า
การถอยของเหล่าผู้รู้เห็นจึงบ่
งชี้ถึงจุดสิ้นสุดของยุคทองแห่ งการเติบโตของชิป AI แบบทวีคูณ ภายใต้โครงสร้างการผูกขาดเดิม นี่คือช่วงเวลาแห่งการเปลี่ยนผ่ านจากความฝันสู่ความเป็นจริงที่ เจ็บปวด และการบริหารจัดการความเสี่ยง คือภารกิจเร่งด่วนที่สุ ดการถอยของเหล่าผู้รู้เห็นจึงบ่ งชี้ถึงจุดสิ้นสุดของยุคทองแห่ งการเติบโตแบบทวีคูณ ภายใต้โครงสร้างการผูกขาดเดิม นี่คือช่วงเวลาแห่งการเปลี่ยนผ่ านจากความฝัน สู่ความเป็นจริงที่เจ็บปวด และการบริหารจัดการความเสี่ยง คือภารกิจเร่งด่วนที่สุด

งานเลี้ยงใกล้เลิกรา ผู้หยั่งรู้วิกฤติ–ซีอีโอ–เจ้ าพ่อ Vision Fund ต่างหมุนตัวออกจากโต๊ะ
เรื่องนี้มิอาจมองข้ามได้เมื่ อผู้เล่นระดับตำนานต่างพร้ อมใจกันส่งสัญญาณเตือนภัย การที่ ดร.ไมเคิล เบอร์รี่ (Dr. Michael Burry) ฉายา ‘ผู้หยั่งรู้วิกฤต‘ ตัดสินใจเข้า Short หุ้น Nvidia (การลงทุนที่ผู้ขายยืมหุ้ นมาขายในตลาด โดยคาดการณ์ว่าราคาหุ้ นจะลดลงในอนาคต จากนั้นจึงซื้อหุ้นกลับคื นในราคาที่ต่ำกว่าเพื่อนำไปคื นให้ผู้ให้ยืม ส่วนต่างราคาระหว่างการขายสูงกั บการซื้อคืนถูกเป็นกำไรของผู้ ขาย) มิใช่การเดิมพันแบบสุ่มสี่สุ่ มห้า แต่คือการอ่านค่าความร้ อนแรงของตลาดจนปรุโปร่ง และเห็นถึงมูลค่าที่เกินจริง อันเป็นผลจากกระแสฟองสบู่แห่ งความคาดหวัง

ยิ่งไปกว่านั้น การที่เจนเซ่น ฮวง (Jensen Huang) ซีอีโอผู้เป็นหน้าเป็นตาของ Nvidia เอง ก็ทำการขายหุ้นที่ตนเองถื อครองออกมาในจังหวะที่ราคายั งอยู่บนยอดเขา และการตัดสินใจอันเฉี ยบขาดของมาซาโยชิ ซัน (Masayoshi Son) แห่ง SoftBank ที่เทขายพอร์ต Nvidia ออกไปจนหมดสิ้น ล้วนเป็นพฤติกรรมที่สอดคล้องต้ องกันราวกับนัดหมาย มันคือการส่งเสียงกระซิบอันชั ดเจนจากห้องประชุมของผู้กุมชะตา ว่าพวกเขาตระหนักดีว่าถึงเวลา ลดความเสี่ยง ก่อนที่งานเลี้ยงจะเลิกรา

กระนั้น กรณีของ SoftBank อาจแตกต่างออกไป เพราะเหตุผลสำคัญคือมาซาโยชิ ซัน จำเป็นต้องระดมเงินทุนอย่างเร่ งด่วน เพื่อนำไปลงทุนเพิ่มเติมในธุรกิ จด้าน AI อื่นๆ โดยเฉพาะ OpenAI และโครงการศูนย์ข้อมูลด้าน AI ที่เกี่ยวข้อง
ซีอีโอ SoftBank เปิดเผยว่าเขาร้องไห้ในวันที่ต้ องขายหุ้น และเสียใจที่ต้องขายหุ้นทั้ งหมดไป พร้อมย้ำว่าหาก SoftBank มีเงินทุนไม่จำกัด เขาจะเก็บหุ้น Nvidia ไว้ตลอดไป การขายครั้งนี้ทำให้ SoftBank ระดมเงินได้ราว 5,800 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ เพื่อนำไปลงทุนในเทคโนโลยี AI ใหม่ๆ และเสริมสภาพคล่องของ Vision Fund ซึ่งช่วยให้ผลประกอบการล่าสุ ดของ SoftBank แข็งแกร่งขึ้นอย่างเห็นได้ชัด การขายครั้งนี้ไม่ได้เกิ ดจากความไม่มั่นใจใน Nvidia แต่เป็นการปรับพอร์ตเชิงกลยุทธ์ ให้มุ่งไปที่ผู้เล่นอย่าง OpenAI มากขึ้น

ภัยคุกคามเฉพาะหน้า เมื่อลูกค้ากลายเป็นคู่แข่ง
ความเชื่อที่ว่าชิป GPU ของ Nvidia จะครองโลกอย่างถาวร กำลังถูกสั่นคลอนด้วยภัยคุ กคามที่ร้ายกาจที่สุด นั่นคือชิปที่ออกแบบมาเพื่ อภารกิจเฉพาะเจาะจง หรือ ASIC (Application-Specific Integrated Circuit) ซึ่งมหาอำนาจด้านคลาวด์อย่าง Google ได้พัฒนาขึ้นมาในรูปของ TPU (Tensor Processing Unit)
ชิป TPU นี้ถูกออกแบบมาเพื่อเร่งความเร็ วในการประมวลผลโมเดล AI โดยเฉพาะ ทำให้มีประสิทธิภาพด้ านราคาและพลังงานที่เหนือกว่า GPU ทั่วไปอย่างชัดเจนในงาน AI หาก Google และพันธมิตรรายอื่นนำ TPU ออกมาสู่ตลาดอย่างเต็มรูปแบบ และยิ่งเมื่อยักษ์ใหญ่อย่าง Amazon (Trainium/Inferentia) และ Microsoft ต่างก็เร่งพัฒนาชิปของตนเองเช่ นกัน นั่นหมายถึงการที่ลูกค้าหลั กกำลังถอดปลั๊กการพึ่งพา Nvidia และหันมาพึ่งพาตนเอง
ความท้าทายนี้มิใช่เพียงการแข่ งขัน แต่หมายถึงรูปแบบการผูกขาดเดิ มจะล่มสลายไป และผู้ที่ยังคงยึดมั่นถือหุ้น Nvidia โดยปราศจากการทบทวน ย่อมเสี่ยงต่อการติดดอยชั่วนิรั นดร์ เพราะมูลค่าที่เคยสูงลิ่วด้ วยอำนาจผูกขาดจะถูกกัดเซาะอย่ างรวดเร็ว

โดมิโนชิป AI! เมื่อยักษ์ใหญ่ไม่ได้ยืนอยู่เดี ยวดาย และอำนาจต่อรองของ Nvidia ถูกท้าทายจากทุกทิศทาง
ห่วงโซ่อุปทานเซมิคอนดักเตอร์ ในวันนี้ ไม่ได้เป็นแค่เส้นตรงอีกต่อไป แต่ซับซ้อนและเปราะบางเหมือนกับ ‘โดมิโน่’ ที่พร้อมจะล้มทั้งแถวด้ วยแรงกระแทกเพียงน้อยนิด การที่ชื่อของ ASML, TSMC, Samsung และ Micron ถูกพูดถึงซ้ำแล้วซ้ำเล่าพร้อมกั บ Nvidia ไม่ใช่เรื่องบังเอิญ แต่เป็นสัญญาณชัดเจนว่าในอุ ตสาหกรรมนี้ ไม่มีใครทำทุกอย่างได้เองทั้ งหมด ทุกคนต้องพึ่งพากันเป็นทอดๆ และการพึ่งพานี้เองที่กลายเป็ นจุดเปราะบางที่สุดแสนจะอันตราย


1. TSMC โรงหล่อทองคำที่ Nvidia ขาดไม่ได้
แม้ Nvidia จะเป็นราชาแห่งการออกแบบชิป AI (GPU) ที่เก่งกาจที่สุดในโลก แต่พวกเขากลับไม่มีโรงงานผลิ ตเป็นของตัวเอง นี่คือจุดตายที่ทำให้ชิประดั บเทพอย่าง H100, H200, หรือ B100 ต้องพึ่งพาการผลิตที่โรงงานของ TSMC ในไต้หวันเกือบทั้งหมด
หากไลน์การผลิตของ TSMC ติดขัด จะทำให้การส่งมอบสินค้าของ Nvidia ก็จะล่าช้าไปทั้งโลก และหากต้นทุน Wafer แผ่นซิลิคอนบางๆ ที่ใช้เป็นฐานสำหรับการผลิตชิ ปคอมพิวเตอร์ทุกชนิด ตั้งแต่ชิป AI, ชิปมือถือ, GPU, จนถึงชิปในรถยนต์) ขยับขึ้น Nvidia ก็จะไม่มีอำนาจต่อรองมากนัก และต้องยอมรับชะตากรรม
นอกจากนี้ หากเกิดเหตุการณ์ความขัดแย้ งทางภูมิรัฐศาสตร์หรือเผชิญกั บภัยธรรมชาติพิบัติทางธรรมชาติ ความเสี่ยงมหาศาลจะตกที่ Nvidia ทันที กล่าวง่ายๆ คือ ต่อให้ Nvidia แข็งแกร่งแค่ไหน ก็ยังต้องฝากความมั่งคั่งไว้ ในมือโรงงานของคนอื่น

2. ASML ทางเข้าออกเดียวที่ใครก็ต้องผ่ าน
ต้นน้ำสุดของห่วงโซ่นี้คือ ASML ผู้ผลิตเครื่อง EUV (Extreme Ultraviolet Lithography) ขั้นสูงรายเดียวในโลก เครื่องจักรนี้คือหัวใจสำคัญที่ ใช้ในการสลักลวดลายวงจรขนาดจิ๋ วบนชิปแพ็คเกจขั้นสูง
นั่นหมายความว่า ASML คือผู้มีอำนาจที่แท้จริง ไม่มี ASML ก็ไม่มีชิปขั้นสูง และไม่มี GPU Nvidia รุ่นท็อป เพราะเป็นประตูที่เป็นทางเข้ าออกเดียว จึงไม่มีทางเลือกอื่น ทำให้ ASML มีอำนาจต่อรองสูงขึ้นเรื่อยๆ สามารถกำหนดจังหวะของทั้งอุ ตสาหกรรมได้ โดยที่ไม่ต้องผลิตชิปแม้แต่ชิ้ นเดียว

3. Samsung และ Micron จากส่วนประกอบสู่ผู้ท้าชิง
ในอดีต Samsung และ Micron ถูกมองเป็นเพียงผู้ผลิตหน่ วยความจำ (DRAM/HBM) ที่ทำหน้าที่เป็นส่วนประกอบใน GPU ของ Nvidia แต่ขณะนี้โลกกำลังเปลี่ยนไปอย่ างรวดเร็ว ปัจจุบันสัดส่วนรายได้จาก HBM (High Bandwidth Memory) ซึ่งเป็นหน่ วยความจำเฉพาะทางสำหรับ AI ได้เติบโตอย่างก้าวกระโดด จนทั้งสองกลายเป็นต้นน้ำที่สำคั ญไม่แพ้ TSMC
ความเคลื่อนไหวที่น่าจับตาที่สุ ดคือทั้งสองรายกำลังขยับจากแค่ ผู้ผลิตชิ้นส่วน สู่การเป็นผู้ให้บริการ AI แบบครบวงจร โดย Samsung เริ่มลงทุนในส่วน AI/Cloud Hardware ของตัวเอง ขณะที่ Micron สร้าง Ecosystem HBM-RAM ที่จับคู่กับผู้ผลิตชิปอื่นๆ เพื่อลดการพึ่งพา ชี้ให้เห็นทิศทางที่ชัดเจนว่าทั้ งสองรายเริ่มสร้างพันธมิตรที่ สามารถเลี่ยงการพึ่งพา Nvidia ได้โดยตรง
หากทั้ง Samsung และ Micron สามารถรวมศักยภาพทั้งหมดที่มี เข้าด้วยกัน ไม่ว่าจะเป็นหน่วยความจำ + ชิป + โรงงาน + บริการคลาวด์ อาจกลายเป็น คู่แข่งทางอ้อมของ Nvidia ในตลาดโครงสร้างพื้นฐาน AI ในอนาคตอันใกล้



อำนาจต่อรองของ Nvidia กำลังถูกท้าทาย เมื่อผู้ผลิตต้นน้ำเหล่านี้เริ่ มทำ Vertical Integration (ควบรวมตั้งแต่การผลิตจนถึงบริ การ AI) สถานะที่เคยอยู่บนยอดสุดของห่ วงโซ่ของ Nvidia ก็เริ่มสั่นคลอน และมีความเสี่ยงด้านอำนาจต่ อรองตามมา
• ค่า Wafer ยังสามารถถูกปรับขึ้นได้
• ค่า HBM ซึ่งเป็น Bottleneck (คอขวด) ที่สำคัญที่สุดในตอนนี้ ก็ยังขึ้นได้เรื่อย ๆ
• คู่แข่งเริ่มสร้างระบบ AI แบบครบวงจร โดยไม่ต้องพึ่งพา GPU Nvidia 100%
• Ecosystem ที่ Nvidia เคยผูกขาดไว้ กำลังถูกทยอยท้าทายทีละจุด
กล่าวแบบเห็นภาพชัดเจนที่สุดคือ Nvidia เคยยืนอยู่ปลายยอดสุดของห่วงโซ่ อาหาร แต่ตอนนี้ ผู้เล่นต้นน้ำกำลังปีนป่ายขึ้ นมา พร้อมที่จะแย่งชิงส่วนแบ่ งและกำหนดกติกาใหม่ในสมรภูมิที่ ดุเดือดเลือดพล่านนี้
พญามังกรผงาด เขย่ายุทธจักร AI
คำกล่าวของเจนเซ่น ฮวง ที่ยอมรับว่า “จีนจะชนะการแข่งขัน AI” (China is going to win the AI race) ซึ่งแม้จะมีการลดโทนลงในภายหลัง แต่แก่นสารของคำพูดนั้นยังถือว่ าน่าตกตะลึงอย่างยิ่ง เขาระบุถึงความได้เปรียบเชิ งโครงสร้างของจีน ทั้งในด้านต้นทุนพลังงานที่ต่ำ กว่า และกฎระเบียบที่คล่องตัวกว่ าในการเร่งพัฒนาเทคโนโลยี
ในบริบททางภูมิรัฐศาสตร์ การที่รัฐบาลสหรัฐฯ พยายามกีดกันจีนออกจากชิป AI ประสิทธิภาพสูงของ Nvidia ได้ก่อให้เกิดผลลัพธ์ที่ย้อนแย้ ง นั่นคือการบังคับให้จีนเร่งพั ฒนาชิปทางเลือกของตนเอง และเมื่อจีนสร้างระบบนิ เวศของตนเองได้สำเร็จ ความต้องการชิปจากโลกตะวันตกก็ จะลดลงอย่างฮวบฮาบ การเคลื่อนไหวของซีอีโอ Nvidia จึงสะท้อนให้เห็นถึงจุ ดจบของตลาดขนาดใหญ่อันเกิ ดจากแรงกดดันทางภูมิรัฐศาสตร์
ทั้งนี้ จีนตั้งเป้าขึ้นเป็นผู้ นำเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ ของโลกภายในปี 2030 โดย Morgan Stanley Research ประเมินว่า ภายในปีนั้น การลงทุนด้าน AI ของจีนอาจให้ผลตอบแทนสูงถึง 52% ต่อเงินทุนที่ลงไปเลยทีเดียว

ย้อนกลับไปปี 2017 รัฐบาลจีนประกาศยุทธศาสตร์ ระยะยาวด้าน AI ด้วยการตั้งเป้าขึ้นเป็นผู้ นำโลก เพื่อขับเคลื่อนความก้าวหน้ าทางเทคโนโลยีและเศรษฐกิ จของประเทศ
ด้วยเงินสนับสนุนจากรัฐในระดั บมหาศาล แผนดังกล่าวทำให้ภาคธุรกิ จและภาครัฐเดินไปในทิศทางเดี ยวกัน อย่างเป็นระบบและต่อเนื่อง และเมื่อเวลาผ่านไป 8 ปี AI ก็กลายเป็นหัวใจสำคัญของทั้ งกลยุทธ์ธุรกิจ พฤติกรรมผู้บริโภค และการเติบโตทางเศรษฐกิจของจีน
Morgan Stanley คาดว่าอุตสาหกรรม AI แกนหลักของจีนเพียงอย่างเดี ยวอาจมีมูลค่าตลาดกว่า 140,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ในปี 2030 และหากนับรวมโครงสร้างพื้ นฐานและอุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้อง ตัวเลขนี้จะพุ่งขึ้นเป็น 1.4 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐฯ เลยทีเดียว
ชอว์น คิม (Shawn Kim) หัวหน้าฝ่ายวิจัยเทคโนโลยีเอเชี ยของ Morgan Stanley อธิบายว่า “จีนกำลังเดินหน้าอย่างเป็ นระบบตามแผนยุทธศาสตร์ ยาวในการสร้างขีดความสามารถด้าน AI ของตัวเอง ด้วยพื้นฐานทางวิชาการที่แข็ งแกร่ง วิธีการพัฒนาที่ล้ำสมัย ข้อมูลจำนวนมหาศาล บุคลากรคุณภาพ และเงินลงทุนจากต่างชาติที่เพิ่ มขึ้น ปัจจัยบวกเหล่านี้ล้วนหนุนนำให้ จีนก้าวขึ้นเป็นเจ้าแห่งปั ญญาประดิษฐ์โลก“

4 ปัจจัยที่จะกำหนดความเป็นผู้นำ AI ของจีน
1. ข้อมูล (Data)
ด้วยประชากรมากกว่า 1,400 ล้านคน และผู้ใช้งานมือถือและแพลตฟอร์
มดิจิทัลกว่า 1,100 ล้านคน จีนมี ‘มหาสมุทรข้อมูล’ ที่มีขนาดมหึมาและสำคัญที่สุ ดแห่งหนึ่งของโลก เป็นเชื้อเพลิงหลักในการฝึ กโมเดล AI ทุกชนิด 2. พลังงาน (Energy Supply)
จีนมีโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ระหว่
างก่อสร้างมากกว่าประเทศอื่ นรวมกันทั้งหมด ซึ่งจะกลายเป็นฐานพลังงานสำคั ญรองรับศูนย์ข้อมูลและ AI ที่ใช้พลังงานมหาศาล 3. การประมวลผล (Computing)
แม้จะถูกจำกัดด้วยมาตรการควบคุ
มการส่งออกของสหรัฐฯ ทำให้การพึ่งพาตนเองด้านชิปขั้ นสูงยังไม่สมบูรณ์ แต่กลุ่มอุตสาหกรรมในประเทศยั งคงเดินหน้าได้อย่างทรหดและมีพั ฒนาการต่อเนื่อง 4. บุคลากร (Talent)
จีนมีนักวิจัย AI ชั้นนำของโลกถึง 47% และถือครองกว่า 50% ของสิทธิบัตร AI ทั่วโลก ขณะเดียวกัน รัฐยังคงผลักดันมหาวิทยาลั
ยและสถาบันต่าง ๆ ให้ผลิตบุคลากรเชิงลึกด้าน AI อย่างต่อเนื่อง
ในช่วง 5 ปีข้างหน้านับจากนี้ จีนตั้งเป้าหลุดพ้นจากการพึ่ งพาเทคโนโลยี AI ของต่างชาติอย่างสมบูรณ์ ภายใต้ข้อจำกัดจากสหรัฐฯ จีนจึงเลือกแนวทางที่มีประสิทธิ ภาพและต้นทุนต่ำกว่า
ตัวอย่างที่เด่นชัดคือ DeepSeek สตาร์ทอัพจีนที่ทำให้ทั่วโลกจั บตาเมื่อประกาศว่าใช้เงินเพียง 5.6 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ในการพัฒนาโมเดล AI ที่ทรงอิทธิพล ซึ่งกลายเป็นแรงผลักสำคัญให้ แอปฯ AI สัญชาติจีนเกิดขึ้นมากมาย สร้างการเติบโตแบบก้ าวกระโดดของผู้ใช้งาน
ชอว์น คิม กล่าวว่า “จีนไม่ได้แข่งเพื่อสร้าง AI ที่ทรงพลังที่สุด แต่เน้นทำให้ใช้ได้จริ งและกระจายสู่ตลาดอย่างรวดเร็ว จีนเลือกเปิดรับ AI แบบโอเพนซอร์ส ขณะที่สหรัฐฯ กำลังก้าวไปสู่ระบบปิดและควบคุ มเข้ม”
ทั้งนี้ การลงทุนด้าน AI อาจช่วยชดเชยภาระด้านประชากรสู งอายุและผลิตภาพที่ชะลอตัวของจี น พร้อมเพิ่มศักยภาพการเติ บโตทางเศรษฐกิจในระยะยาว
ในอีก 2–3 ปีข้างหน้า AI อาจเพิ่มอัตราการเติบโตของจี นได้อีก 0.2–0.3 เปอร์เซ็นต์ต่อปี และเพิ่มมูลค่าแรงงานเทียบเท่า 6.7 ล้านล้านหยวน (ราว 930,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ) หรือประมาณ 4.7% ของ GDP ปี 2024

โรบิน ซิง (Robin Xing) หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์จีนของ Morgan Stanley กล่าวว่า “ในระยะยาว การปฏิวัติ AI จะช่วยเพิ่มผลิตภาพอย่างมีนั ยสำคัญ ทั้งการเพิ่มประสิทธิภาพ ลดต้นทุน ปรับปรุงกระบวนการผลิต รวมถึงสร้างสินค้า บริการ และงานรูปแบบใหม่”
อย่างไรก็ดี แม้ AI จะช่วยเพิ่มผลิตภาพ แต่ก็อาจทำให้ตลาดแรงงานปั่นป่ วนและกดดันเงินเฟ้อจนเกิ ดภาวะเงินฝืดได้
โรบิน ซิง เตือนว่า “หากไม่มีมาตรการรองรับการเติ บโตของ AI อาจทำให้ความเหลื่อมล้ำรุนแรงขึ้ นและส่งผลต่อเสถียรภาพทางสังคม รัฐอาจต้องขยายระบบสวัสดิ การสำหรับผู้ว่างงาน เพิ่มการสนับสนุนการศึกษาและทั กษะสาย AI และสร้างงานใหม่ในสาขาที่ได้รั บผลกระทบน้อยกว่า”
การสิ้นสุดยุคทองของ GPU?!
อย่างไรก็ตาม ข้อมูลทั้งหมดนี้มิได้บ่งชี้ว่า Nvidia จะล้มละลาย แต่กำลังบอกเล่าถึงการสิ้นสุดยุ คทองของการเติบโตแบบทวีคูณ ภายใต้โครงสร้างการผูกขาดเดิม เมื่อยักษ์ใหญ่ผู้ใช้งานหลักพั ฒนาชิปของตนเอง, คู่แข่งด้าน ASIC/TPU เตรียมบุกตลาด และปัจจัยทางภูมิรัฐศาสตร์กำลั งขับเคลื่อนให้ตลาดจีนแยกตั วออกไปโดยสมบูรณ์
การถอยของ ดร. เบอร์รี่, การขายหุ้นของ เจนเซ่น ฮวง, และการปลดพอร์ตของ SoftBank คือหลักฐานสำคัญที่บ่งชี้ว่า ผู้ที่ถือขุมพลังข้อมูลอยู่ในมื อ ได้ตัดสินใจแล้วว่า “ราคาได้แซงหน้ามูลค่าที่แท้จริ งไปไกลเกินกว่าจะรับได้”
นี่คือห้วงเวลาที่ตลาดกำลังเปลี่ ยนผ่านจากความฝันสู่ความเป็นจริ งที่เจ็บปวด และการรับมือกับความเสี่ยงในยุ คหลังฟองสบู่นั้น คือภารกิจที่มิอาจล่าช้าได้แม้ แต่วินาทีเดียว
ที่มา :
- Michael Burry challenges the AI trade with big short bets on Nvidia and Palantir
- SoftBank Says It Sold Its Entire Nvidia Stake. The Chip Stock is Sliding.
- “China is going to win the AI race” – Nvidia CEO Jensen Huang makes bold proclamation, says we all need a little less “cynicism” in our lives
- AI in China: A Sleeping Giant Awakens
- Breaking The Stranglehold? Google Aims To End Nvidia’s Chip Dominance
















