การเข้ามาลงทุนของบริษัทข้ามชาติในประเทศไทยตลอดหลายทศวรรษที่ผ่านมาได้สร้างการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างต่อแรงงานไทยอย่างลึกซึ้ง
โดยเฉพาะอย่างยิ่ง โรงงานที่ตั้งอยู่ในนิคมอุตสาหกรรมต่างๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ในภาคตะวันออกจากโครงการ Eastern Seaboard มาจนถึงโครงการ Eastern Economic Corridor หรือ EEC คือจังหวัดชลบุรี จังหวัดระยอง และจังหวัดฉะเชิงเทรา ที่ต้องการแรงงานที่มีทักษะสูงเพื่อรองรับการผลิตที่ใช้เทคโนโลยีทันสมัย
ไม่ว่าจะเป็น ชิ้นส่วนยานยนต์ อุปกรณ์อิเล็คทรอนิกส์ เครื่องใช้ไฟฟ้า โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เครื่องปรับอากาศ
การลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศในไทย โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ประเทศญี่ปุ่น มีแนวโน้มเลือกใช้แรงงานที่มีทักษะ ขณะที่แรงงานไทยเองก็พยายามยกระดับฝีมือเพื่อให้สอดคล้องกับความต้องการของตลาดโลก
แต่ปัญหาที่เกิดขึ้นคือแรงงานทักษะสูงต้องการค่าตอบแทนที่สูงขึ้นตามมาตรฐานสากล ซึ่งสัมพันธ์กับนโยบายค่าจ้างขั้นต่ำของรัฐบาลไทยที่มีการปรับขึ้นอย่างต่อเนื่อง
ในอีกด้านหนึ่ง โรงงานข้ามชาติจำนวนมากก็ยังคงต้องการแรงงานทักษะต่ำเพื่อทำงานในสายการผลิตที่ไม่ซับซ้อน แต่แรงงานกลุ่มนี้กลับถูกกดดันจากการปรับขึ้นค่าจ้างขั้นต่ำ ทำให้บริษัทต้องแบกรับต้นทุนแรงงานที่สูงขึ้นโดยไม่ได้รับผลผลิตที่มีมูลค่าเพิ่มมากนัก
สถานการณ์นี้ทำให้บริษัทจำนวนมากเริ่มพิจารณาการย้ายฐานการผลิตไปยังประเทศเพื่อนบ้านในอินโดจีน เช่น กัมพูชา ลาว เวียดนาม และพม่า รวมถึงอินโดนีเซีย ซึ่งมีค่าจ้างแรงงานต่ำกว่าและยังมีแรงงานจำนวนมากที่พร้อมเข้าสู่ภาคการผลิต
ทำให้ในปัจจุบัน การแข่งขันด้านค่าจ้างในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้เป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้บริษัทข้ามชาติปรับกลยุทธ์การลงทุนอย่างต่อเนื่อง
แม้ว่า ความต้องการแรงงานฝีมือทักษะสูงของบริษัทข้ามชาติในไทยได้สะท้อนถึงการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างของเศรษฐกิจไทยที่กำลังมุ่งไปสู่การผลิตที่ใช้เทคโนโลยีขั้นสูงที่มีนวัตกรรมเป็นตัวขับเคลื่อน

โดยระหว่างปี ค.ศ. 2026 ถึงปี ค.ศ. 2030 มีการคาดการณ์ว่า ประเทศไทยมีความต้องการแรงงานทักษะสูงกว่า 1 ล้านตำแหน่ง ใน 12 อุตสาหกรรมเป้าหมาย (12 S-Curve) เช่น ยานยนต์ไฟฟ้า อิเล็คทรอนิกส์อัจฉริยะ หุ่นยนต์เพื่ออุตสาหกรรม ดิจิทัล การแพทย์ครบวงจร และพลังงานชีวภาพ เป็นต้น
บริษัทข้ามชาติที่เข้ามาลงทุนในไทย เช่น ในภาคยานยนต์และอิเล็คทรอนิกส์ ต้องการแรงงานที่มีทักษะด้านวิศวกรรมไฟฟ้า อิเล็คทรอนิกส์ เมคคาทรอนิกส์ สมองกลฝังตัว เอไอ ซอฟต์แวร์ เซมิคอนดัคเตอร์ หุ่นยนต์ และการควบคุมระบบอัตโนมัติ เพื่อรองรับการผลิตที่ซับซ้อนและได้มาตรฐานสากล
แนวโน้มการจ้างงานในไทยจึงยังคงแข็งแกร่ง โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ในภาคอุตสาหกรรมที่ใช้เทคโนโลยีขั้นสูง ซึ่งสะท้อนว่า บริษัทต่างชาติยังคงมองไทยเป็นฐานการผลิตที่สำคัญ ที่มีความต้องการแรงงานที่มีทักษะขั้นสูงเพื่อแข่งขันในตลาดโลก โดยส่วนใหญ่เป็นตำแหน่งที่ต้องการแรงงานที่มีทักษะเฉพาะด้าน เช่น วิศวกร นักออกแบบระบบ และผู้เชี่ยวชาญด้านดิจิทัล
สิ่งเหล่านี้สะท้อนว่า ตลาดแรงงานไทยกำลังอยู่ในช่วงเปลี่ยนผ่าน จากการพึ่งพาแรงงานทักษะต่ำไปสู่การเน้นแรงงานทักษะสูงมากขึ้น
เมื่อหันกลับไปมองกรณีข้อพิพาทเรื่องการต่อรองโบนัสของสหภาพแรงงาน Daikin เมื่อวันที่ 4 ธันวาคม 2568 ที่ผ่านมากับข้อมูลข้างต้น เราจะพบว่า เหตุการณ์ดังกล่าวหาใช่เพียงการเจรจาเรื่องผลตอบแทนประจำปีไม่ แต่เป็นสัญญาณของแรงกดดันที่ซ่อนอยู่ในโครงสร้างเศรษฐกิจแรงงานไทย
การที่บริษัทเสนอจ่ายโบนัสเท่ากับเงินเดือน 5 เดือนบวกเงินสด 12,000 บาท และเปลี่ยนสิทธิสำหรับพนักงานที่ทำงานครบกำหนดจากทองคำ 3 บาทเป็นเงินสด 40,000 บาท แต่สหภาพแรงงานเห็นว่าเป็นการลดสิทธิและไม่เป็นธรรม การเจรจาที่ล้มเหลวทำให้บริษัทประกาศ Work Shutdown และ Lockout แรงงานกว่า 1,300 คนในนิคมอุตสาหกรรมอมตะซิตี้ จังหวัดชลบุรี
ความพ่ายแพ้ของสหภาพแรงงานครั้งนี้ สัมพันธ์กับการเร่งย้ายฐานการผลิตของบริษัทข้ามชาติที่ต้องการหลีกเลี่ยงอัตราค่าจ้างขั้นต่ำที่สูงขึ้นในไทย
เมื่อแรงงานทักษะสูงเรียกร้องค่าตอบแทนที่มากขึ้น ขณะที่แรงงานทักษะต่ำยังคงเป็นภาระต้นทุน บริษัทจึงมองหาทางออกด้วยการย้ายฐานการผลิตไปยังประเทศที่มีต้นทุนแรงงานต่ำกว่า
การต่อสู้ของสหภาพแรงงานจึงกลายเป็นปัญหางูกินหาง เพราะยิ่งแรงงานเรียกร้องสิทธิ บริษัทก็ยิ่งมีแรงจูงใจที่จะย้ายฐานการผลิต และเมื่อบริษัทข้ามชาติย้ายฐานการผลิต แรงงานไทยก็สูญเสียโอกาสในการทำงานและอำนาจต่อรอง

โดยเฉพาะอย่างยิ่ง หากพิจารณาในเชิงข้อกฎหมาย กฎหมายแรงงานฉบับใหม่ของไทยที่ได้ประกาศใช้ไปแล้วในวันที่ 7 ธันวาคม 2568 ที่ผ่านมา แม้จะรับรองสิทธิในการรวมตัวและเจรจาต่อรองของลูกจ้าง แต่ก็ยังคงให้อำนาจนายจ้างในการใช้มาตรการ Lockout ได้อย่างถูกต้องตามกฎหมาย ซึ่งทำให้แรงงานเสียเปรียบเชิงโครงสร้าง
การที่บริษัทสามารถหยุดงานและปิดโรงงานโดยไม่ถือว่าเป็นการเลิกจ้าง ทำให้แรงงานสูญเสียรายได้ทันทีโดยไม่สามารถเรียกร้องค่าชดเชยได้ เหตุการณ์ Daikin จึงสะท้อนถึงช่องว่างทางกฎหมายที่ทำให้แรงงานไทยไม่สามารถใช้เครื่องมือทางกฎหมายเพื่อปกป้องสิทธิได้อย่างมีประสิทธิภาพ
เหตุการณ์นี้สร้างความกังวลและความไม่มั่นใจในอนาคตของแรงงานไทย โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ในภาคอุตสาหกรรมที่พึ่งพาการลงทุนจากต่างประเทศ
เนื่องจากแรงงานจำนวนมากตระหนักว่า การต่อสู้เพื่อสิทธิอาจนำไปสู่การสูญเสียงานหากบริษัทเลือกย้ายฐานการผลิตไปประเทศอื่น
ขณะเดียวกัน การย้ายฐานการผลิตก็สร้างแรงกดดันต่อรัฐบาลไทยในการกำหนดนโยบายค่าจ้างขั้นต่ำ เพราะหากปรับขึ้นมากเกินไปอาจทำให้บริษัทข้ามชาติย้ายฐานการผลิต แต่หากไม่ปรับขึ้นก็จะกระทบต่อคุณภาพชีวิตของแรงงานไทย
กรณีของ Daikin จึงเป็นตัวอย่างที่ชัดเจนของปัญหางูกินหางในโครงสร้างเศรษฐกิจแรงงานไทย ที่แรงงานเรียกร้องสิทธิ ทำให้บริษัทอาจพิจารณาย้ายฐานการผลิต รัฐบาลไทยจึงต้องเผชิญแรงกดดันในการกำหนดนโยบายค่าจ้าง และแรงงานก็กลับมาสูญเสียอำนาจต่อรองในที่สุด
เหตุการณ์นี้จึงไม่ใช่เพียงข้อพิพาทในโรงงานเดียว แต่เป็นสัญญาณเตือนถึงความจำเป็นในการปฏิรูปกฎหมายแรงงานครั้งใหญ่ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง นโยบายเศรษฐกิจ เพื่อสร้างสมดุลระหว่างสิทธิแรงงานและความสามารถในการแข่งขันของประเทศ
จากกรณีตัวอย่างของการต่อสู้ของแรงงานในประเทศไทยในกรณี Daikin สะท้อนถึงโครงสร้างเศรษฐกิจแรงงานไทยที่เชื่อมโยงกับการลงทุนของบริษัทข้ามชาติอย่างชัดเจน
ไม่ว่าจะเป็น ความต้องการแรงงานทักษะสูง การยกระดับค่าจ้างขั้นต่ำ และการย้ายฐานการผลิตไปประเทศเพื่อนบ้านในอินโดจีน (กัมพูชา ลาว เวียดนาม และพม่า) รวมถึงอินโดนีเซีย เหตุการณ์นี้จึงเป็นตัวอย่างของปัญหางูกินหางที่แรงงานและทุนต่างกดดันซึ่งกันและกันโดยไม่มีทางออกในระยะเวลาอันใกล้
เวียดนามถือเป็นประเทศที่ได้รับการจับตามองผ่านการสำรวจและการวิจัยที่นำไปสู่ลงทุนจากบริษัทข้ามชาติ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ญี่ปุ่น เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องในช่วงทศวรรษที่ผ่านมา โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ในอุตสาหกรรมอิเล็คทรอนิกส์และสิ่งทอ ซึ่งเวียดนามสามารถดึงดูดการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (FDI: Foreign Direct Investment) ได้อย่างต่อเนื่อง
เนื่องจากค่าจ้างแรงงานที่ต่ำกว่าไทยและการสนับสนุนจากรัฐบาลที่มีนโยบายชัดเจนในการสร้างเขตเศรษฐกิจพิเศษหลายแห่ง
การที่บริษัทข้ามชาติเลือกเวียดนามเป็นฐานการผลิตสะท้อนถึงความได้เปรียบเชิงต้นทุนแรงงาน แม้แรงงานเวียดนามกำลังอยู่ในช่วงพัฒนาทักษะ แต่บริษัทสามารถใช้ระบบฝึกอบรมเพื่อยกระดับแรงงานให้สอดคล้องกับความต้องการของอุตสาหกรรมได้ไม่ยาก

อินโดนีเซีย แม้ในอีกด้านหนึ่งมีแรงงานจำนวนมากและค่าจ้างขั้นต่ำที่ต่ำกว่าไทย และต่ำกว่าหลายประเทศในภูมิภาค การที่อินโดนีเซียมีตลาดแรงงานขนาดใหญ่และต้นทุนแรงงานต่ำ ทำให้บริษัทข้ามชาติมองว่าเป็นทางเลือกที่เหมาะสมอีกแห่งในการย้ายฐานการผลิต
โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เมื่อรัฐบาลอินโดนีเซียมีนโยบายสนับสนุนการลงทุนในอุตสาหกรรมการผลิตและโครงสร้างพื้นฐานที่กำลังพัฒนาอย่างรวดเร็ว การแข่งขันด้านค่าจ้างในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้จึงเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้บริษัทข้ามชาติปรับกลยุทธ์การลงทุนอย่างต่อเนื่อง
ตัวเลขล่าสุดชี้ว่า ค่าจ้างขั้นต่ำของไทยปี ค.ศ. 2025 อยู่ที่ประมาณ 337–400 บาท/วัน (เฉลี่ย 270 US$–320 US$/เดือน) ขณะที่เวียดนามเฉลี่ย 317 US$/เดือน และอินโดนีเซียเฉลี่ย 167 US$–242 US$/เดือน (ทั้งหมดขึ้นอยู่กับที่ตั้งในพื้นที่เศรษฐกิจ(จังหวัด)ที่ต่างกัน)











