ในห้วงเวลาที่สหรัฐฯ แสดงอำนาจบาตรใหญ่ โดนัลด์ ทรัมป์ส่งสัญญาณชัดเจนว่า ‘อาวุธต้องพร้อม รบต้องชนะ‘ ใครที่ยังมัวแต่เอาเงินไปซื้อหุ้ นคืนเพื่อปั่นกำไรเข้ากระเป๋าตั วเอง แล้วปล่อยให้สายการผลิตว่างเปล่ า เตรียมตัวถูกเช็คบิล! ตั้งแต่การสั่งอายัดเงินเดือน CEO ไปจนถึงการยกเลิกสิทธิคุ้ มครองทางกฎหมาย นี่คือยุคใหม่ที่อุตสาหกรรมป้ องกันประเทศต้องรับใช้สนามรบ ไม่ใช่ตลาดหุ้น และผลกำไรของบริษัทผู้ผลิตยุ ทโธปกรณ์ต้องแลกมาด้วยชั ยชนะของชาติเท่านั้น!
สาระสำคัญของคำสั่งบริหาร (Executive Order) โดยโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกาเกี่ ยวกับการปฏิรูปการจัดซื้อจัดจ้ างด้านกลาโหม เมื่อวันที่ 7 มกราคม 2026 มีประเด็นหลักดังนี้

1. เป้าหมายหลักคือ Warfighter First
ทรัมป์เน้นย้ำว่าผู้ผลิตอาวุ ธในสหรัฐฯ ต้องให้ความสำคัญกับขี ดความสามารถในการผลิต การนวัตกรรม และการส่งมอบที่ตรงเวลา เพื่อประโยชน์ของกองทัพ มากกว่าการมุ่งเน้นผลกำไรระยะสั้ นหรือการตอบแทนผู้ถือหุ้น
2. มาตรการควบคุมการเงิ นและผลประโยชน์
• ระงับการซื้อหุ้นคืน (Stock Buybacks): ห้ามบริษัทคู่สัญญาที่ผลงานต่ำ กว่ามาตรฐานนำเงินไปซื้อหุ้นคื นหรือจ่ายปันผลเกินควร หากยังไม่สามารถเพิ่มกำลั งการผลิตหรือส่งมอบงานได้ ตามกำหนด
• จำกัดเงินเดือนผู้บริหาร: หากพบว่าบริษัทมีปัญหาด้ านการผลิต รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสงคราม (Secretary of War) มีอำนาจสั่งอายัดเงินเดือนพื้ นฐานของผู้บริหารไว้ที่ระดับปั จจุบัน (ปรับตามเงินเฟ้อได้เท่านั้น)
• ปรับเกณฑ์โบนัส: ค่าตอบแทนพิเศษ (Incentives) ของผู้บริหารในสัญญาจ้างใหม่ จะต้องผูกติดกับการส่ งมอบตรงเวลา และการเพิ่มกำลังผลิต แทนที่จะผูกกับตัวเลขทางการเงิ นในตลาดหุ้น

3. การบังคับใช้และบทลงโทษ
กระทรวงสงครามจะระบุรายชื่อบริ ษัทที่ลงทุนในโครงสร้างพื้ นฐานน้อยเกินไป หรือผลิตงานล่าช้า และบริษัทที่ถูกระบุชื่อต้ องเสนอแผนปรับปรุง หากไม่สำเร็จ รัฐบาลอาจบังคับใช้ กฎหมายการผลิตเพื่อการป้องกั นประเทศ (Defense Production Act) หรือแก้ไขสัญญาโดยทันที
สำหรับมาตรการระหว่างประเทศ บริษัทที่ทำผลงานแย่อาจถูกระงั บการสนับสนุนจากรั ฐบาลในการเจรจาขายอาวุธให้ต่ างประเทศ และสั่งให้ประธาน ก.ล.ต. สหรัฐฯ พิจารณายกเลิกสิทธิคุ้มครอง (Safe-harbor) สำหรับบริษัทกลาโหมที่ไม่มี ประสิทธิภาพ
4. บริบทเชิงนโยบายของทรัมป์
• เน้นความพร้อมรบ: มองว่าการที่บริษัทอาวุธเน้นปั นผลแต่ผลิตของไม่ทันเป็นการบั่ นทอนความมั่นคงของชาติ
• การปรับโครงสร้าง: มีการกล่าวถึงการใช้ชื่อ กระทรวงสงคราม (Department of War) เป็นชื่อรองของกระทรวงกลาโหม เพื่อแสดงถึงความเด็ดขาด
• การแก้ไขอดีต: มีการคืนสิทธิสวัสดิการ GI Bill (กฎหมายสวัสดิการเพื่อทหารผ่ านศึกของสหรัฐ) ให้แก่ทหารที่ถูกปลดในสมั ยไบเดนเนื่องจากปฏิเสธวัคซี นโควิด-19
เมื่อคำว่า ‘กลาโหม‘ ไม่ชัดเจน สหรัฐฯ กับการหวนคืนชื่อ Department of War และยุทธศาสตร์กลืนกินโลก
ชื่อเรียกของหน่วยงานรัฐ ไม่เคยเป็นเพียงป้ายหน้าประตู โดยเฉพาะเมื่อหน่วยงานนั้นคือ ’กระทรวงกลาโหมสหรัฐฯ‘ ที่ใช้งบประมาณสูงที่สุดในโลก การที่ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ลงนามคำสั่งให้ ’กระทรวงสงคราม’ หรือ ’Department of War‘ กลับมาเป็นชื่อรอง (Secondary Title) ในปี 2025 ที่ผ่านมา จึงไม่ใช่เรื่องบังเอิญ แต่คือการส่งสารเชิงยุทธศาสตร์ ที่จงใจเปลี่ยน ’ภาษา’ ให้กลายเป็น ’อาวุธ‘
จาก ’War’ สู่ ’Defense’ และการย้อนศรทางประวัติศาสตร์
เดิมทีสหรัฐฯ ใช้ชื่อ Department of War มาตั้งแต่ปี 1789 ดูแลตั้งแต่สงครามประกาศอิ สรภาพจนถึงสงครามโลกครั้งที่สอง ก่อนจะเปลี่ยนเป็น Department of Defense (DoD) ในปี 1949 เพื่อสร้างภาพลักษณ์ใหม่ว่า “อเมริกาไม่ได้มีกระทรวงนี้ไว้ เพื่อรบ แต่เพื่อป้องปราม”
แต่สิ่งที่เกิดขึ้นตั้งแต่เริ่ มต้นปี 2026 ทรัมป์เลือกเดินย้อนศร การนำคำว่า ‘War‘ กลับมา คือการประกาศก้องว่าสหรัฐฯ จะเน้นการศึกสงครามหรือ ‘การรบจริง‘ (Warfighting) ไม่ใช่เพียงการตั้งรับเชิ งนามธรรม แต่เป็นการเปลี่ยนน้ำหนักทางอุ ดมการณ์จาก Defensive Realism ไปสู่ Offensive Readiness
โดย Defensive Realism คือแนวคิดในทฤษฎีความสัมพันธ์ ระหว่างประเทศที่มองว่ารัฐต่างๆ ไม่ได้แสวงหาอำนาจเพื่อขยายอิ ทธิพลอย่างไม่รู้จบ แต่ต้องการความมั่นคงและการอยู่ รอดเป็นหลัก
แก่นของแนวคิดนี้คื อการสะสมอำนาจมากเกินไปอาจย้ อนกลับมาทำให้รัฐไม่มั่นคง ขณะที่การขยายอำนาจหรือแสดงท่ าทีแข็งกร้าวเกินจำเป็น จะกระตุ้นให้รัฐอื่ นหวาดระแวงและรวมตัวกันถ่วงดุล ดังนั้น รัฐที่มีเหตุผลควรใช้กำลังอย่ างพอประมาณ ระมัดระวัง และใช้ในเชิงป้องกัน มากกว่ารุกไล่

สรุปสั้นๆ คือ Defensive Realism เชื่อว่าการยับยั้ งตนเองและการไม่ก้าวร้าวเกิ นจำเป็น เป็นหนทางสู่ความมั่นคงที่ยั่ งยืน มากกว่าการแสวงหาอำนาจสูงสุด
ส่วน Offensive Readiness คือสภาวะหรือยุทธศาสตร์ที่รัฐ องค์กร หรือกองกำลังเตรี ยมความสามารถในการโจมตีล่วงหน้า หรือเปลี่ยนจากการตั้งรับไปสู่ การรุกได้ทันที เมื่อเห็นว่าจำเป็น
ในทางความมั่นคงและความสัมพันธ์ ระหว่างประเทศ Offensive Readiness สื่อถึงการมีกองกำลังทหาร เทคโนโลยี ข่าวกรอง และระบบสั่งการที่พร้อมใช้งานทุ กขณะ มีความสามารถในการ ลงมือก่อน เพื่อช่วงชิงความได้เปรียบรวมถึ งหากถูกคุกคาม จะสามารถตอบโต้หรือโจมตีได้อย่ างรวดเร็วและรุนแรง
ในเชิงยุทธศาสตร์ ไม่จำเป็นต้องหมายถึงการเป็นฝ่ ายรุกรานก่อนเสมอไปแต่คื อการแสดงให้เห็นถึงพลังหรือศั กยภาพในการรุก(รบ)เพื่อป้ องปรามศัตรู
สรุปอย่างกระชับ Offensive Readiness คือการเตรียมพร้อมเชิงอำนาจ เพื่อให้มีทางเลือกในการรุก แม้เป้าหมายสุดท้ายอาจเป็นการป้ องกันก็ตาม
ปฏิบัติการเช็คบิลในละตินอเมริ กา เวเนซุเอลาเป็นเพียงจุดเริ่ มต้น
ชื่อ Department of War เห็นผลชัดเจนในทางปฏิบัติ เมื่อสหรัฐฯ เปิดปฏิบัติการทางทหารสายฟ้ าแลบในเวเนซุเอลา นำไปสู่การจับกุมประธานาธิบดีนิ โคลัส มาดูโร โดยอ้างเรื่องการจัดระเบียบภูมิ ภาคและคุ้มครองโครงสร้างพื้ นฐานด้านพลังงาน
ปฏิบัติการนี้สร้างแรงสั่นสะเทื อนไปทั่วละตินอเมริกา โคลอมเบีย คิวบา และนิการากัว กลายเป็นเป้าหมายถั ดไปในสายตาของสหรัฐฯ
อย่างไรก็ตาม ความทะเยอทะยานของสหรัฐฯ ไม่ได้หยุดอยู่แค่เขตร้อน แต่ลามไปถึงเขตหนาวจัดอย่างกรี นแลนด์ พื้นที่นี้ไม่ใช่แค่ฐานทัพเสริ มอีกต่อไป แต่เป็นจุดยุทธศาสตร์สำคัญทั้ งในมิติอวกาศและทรัพยากร
กระแสข่าวเรื่องการเจรจาตรงกั บผู้นำฝ่ายค้านกรีนแลนด์โดยไม่ ผ่านเดนมาร์ก รวมถึงความพยายามขยายอิทธิ พลเหนืออธิปไตยของพื้นที่นี้ สะท้อนให้เห็นว่าสหรัฐฯ กำลังขยับหมากเพื่อสกัดกั้นอิ ทธิพลของจีนและรัสเซียในอาร์กติ กอย่างเบ็ดเสร็จ แม้จะต้องเผชิญแรงต้านจากพันธมิ ตรเก่าแก่ในยุโรปก็ตาม

ตัวเลขงบประมาณมหาศาลกว่า 900,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ คือเครื่องยืนยันว่าสหรัฐฯ พร้อมรบ หรือใช้อำนาจทางการทหารเพื่ อบรรลุเป้าหมายใดๆ ก็ตามที่ต้องการ ไม่ใช่แค่คำขู่
การกลับมาของชื่อ Department of War ในบริบทปี 2026 จึงเป็นสัญญาณชัดเจนว่าโลกกำลั งเข้าสู่ยุคที่มหาอำนาจอันดั บหนึ่งอย่างสหรัฐอเมริกาไม่ ประสงค์จะซ่อนกรงเล็บไว้ใต้คำว่ า ‘การป้องกันตนเอง‘ อีกต่อไป
ไม่ว่าจะเป็นการบุกจับผู้ นำในเวเนซุเอลา การกดดันอธิปไตยในกรีนแลนด์ หรือการเตรียมพร้อมรับมือจี นในทุกมิติ ทั้งหมดถูกร้อยเรียงผ่านชื่อเรี ยกที่ฟังดูดุดันและตรงไปตรงมา
คำถามสำคัญที่ทิ้งไว้ให้โลกต้ องเร่งควานหาคำตอบคือ เมื่ออเมริกาพร้อมรบ โลกจะสงบสุขขึ้นเพราะความยำเกรง หรือจะลุกเป็นไฟด้วยการเผชิญหน้ า?
ที่มา :
- Fact Sheet: President Donald J. Trump Prioritizes the Warfighter in Defense Contracting
- Why Truman changed the ‘War Department’ to the ‘Department of Defense
- Congress Approves 2026 U.S. Defense Bill














