“การขับเคลื่อนประเทศไทยไปสู่ความเป็น ชาตินวัตกรรม จำเป็นต้องประกอบด้วยหลายองค์ประกอบ แกนหลัก คือ การมีนโยบาย Research & Development (R&D) หรือ การวิจัยและพัฒนา มีการสนับสนุนให้เกิดการลงทุนด้านนวัตกรรมและต้องให้ประเทศหลุดจากกับดักรายได้ปานกลาง ที่ผ่านมาเรามอง ชาตินวัตกรรม อย่าง สวิตเซอร์แลนด์ สวีเดน สหรัฐอเมริกา เกาหลีใต้ สิงคโปร์ เป็นต้นแบบ และวางเป้าหมายขับเคลื่อนประเทศไทยไปสู่การเป็นชาตินวัตกรรมในอนาคตให้ได้” ดร.กริชผกา บุญเฟื่อง ผู้อำนวยการสำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ หรือ NIA เน้นย้ำให้เห็นถึงความมุ่งมั่นในการเดินหน้า นโยบาย นวัตกรรมปี 69 ของ NIA เพื่อติดสปีดให้เศรษฐกิจไทยโต พร้อมยกระดับสังคมไทยอย่างยั่งยืน

ขับเคลื่อน 3 นโยบายนวัตกรรมปี 69 ด้วย 3 เทรนด์ ติดสปีดเศรษฐกิจไทยให้โตฝ่าทุกวิกฤต
นอกจากนั้น NIA ยังได้วางกลยุทธ์เพื่อส่งเสริมการดำเนินการตาม นโยบายนวัตกรรมปี 69 โดยมุ่งเน้นในหลายเทรนด์ ไม่ว่าจะเป็น เทรนด์ทางเทคโนโลยี (Technology Trend) เทรนด์ทางธุรกิจ (Market Trend) และเทรนด์ในผู้บริโภค (Consumer Trend) โดย ดร.กริชผกา ได้ขยายความให้เห็นถึงเทรนด์ นวัตกรรม ปี 2569 ที่ผู้ประกอบการไทยยังคงต้องติดตามและปรับตัวให้ทันกระแสความเปลี่ยนแปลงอย่างใกล้ชิดว่า
“จากการก้าวกระโดดของเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ ความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ในหลายภูมิภาค แนวคิดสลับขั้วทางการค้าที่นำไปสู่มาตรการภาษีตอบโต้แบบเท่าเทียมที่สร้างความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจและห่วงโซ่มูลค่าโลก ตลอดจนปัญหาสิ่งแวดล้อมและภัยพิบัติทางธรรมชาติ กลายเป็นกระแสความเปลี่ยนแปลงหลักที่เกิดขึ้นในปี 2568 โดย ‘นวัตกรรม’ ยังคงเป็นส่วนสำคัญสำหรับ การรับมือความเปลี่ยนแปลงและความไม่แน่นอนเหล่านี้”
“ปี 2569 ยังเป็นปีที่ผู้ประกอบการไทยยังคงต้องติดตามและปรับตัวให้ทันกระแสความเปลี่ยนแปลงอย่างใกล้ชิด โดยมีเทรนด์ที่ถือเป็นโอกาสและความท้าทายของธุรกิจนวัตกรรม

เทรนด์ทางเทคโนโลยี
ที่จะช่วยให้ ‘ต้นทุนถูกลง’ และ ‘สร้างความสามารถในแข่งขันในระยะยาว’ โดยมีเทคโนโลยีที่น่าสนใจ เช่น Agentic AI (ปัญญาประดิษฐ์เชิงปฏิบัติการ) หรือ AI ที่สามารถทำงานแทนคนได้อย่างการตอบแชทลูกค้าพร้อมปิดการขาย การจัดการคำสั่งซื้อ การจองคิว การเปรียบเทียบราคา และการสั่งซื้อสินค้าโดยอัตโนมัติ Hyper-Automation (ระบบอัตโนมัติเชื่อมโยง) ระบบบอทที่ช่วยลดงานซ้ำๆ เพิ่มประสิทธิภาพ และความแม่นยำ รวมถึงการวิเคราะห์ข้อมูลที่ช่วยในการตัดสินใจทางธุรกิจได้อย่างมีประสิทธิภาพ เช่น เมื่อมีคำสั่งซื้อจากร้านค้า ข้อมูลจะวิ่งไปตัดสต็อกในระบบบัญชี และออกใบแปะหน้าขนส่งทันทีโดยไม่ต้องใช้คนคีย์ข้อมูลซ้ำ Carbon Accounting (ระบบคำนวณคาร์บอนฟุตพริ้นท์) ถือเป็นสิ่งจำเป็นสำหรับธุรกิจเอสเอ็มอีที่มีการส่งออกหรือเป็นซัพพลายเออร์ให้กับบริษัทใหญ่ โดยต้องจัดทำตั้งแต่การใช้พลังงาน การผลิต การขนส่ง และของเสีย เพื่อให้ทราบถึงร่องรอยการปลดปล่อยคาร์บอน เนื่องจากความเข้มงวดของกฎระเบียบโลก เช่น CBAM ของยุโรป ตลอดจน พ.ร.บ. โลกร้อนที่อยู่ระหว่างการเตรียมการ

เทรนด์ทางธุรกิจ
สะท้อนแนวโน้มการเติบโตของธุรกิจและอุตสาหกรรม โดยมีธุรกิจที่น่าจับตามอง เช่น Health and Wellness (ธุรกิจฮีลกายและใจ) ที่ไม่ได้มีแค่การ ‘รักษา’ แต่รวมถึงการ ‘ป้องกัน’ และการ ‘บำบัด’ ในกลุ่มคนวัยทำงานที่มีความเครียดสะสมมักพบปัญหา Office Syndrome และปัญหาการนอนหลับ จึงเป็นโอกาสให้กลุ่มธุรกิจและบริการอย่างคลินิกกายภาพบำบัด ผลิตภัณฑ์เครื่องหอม/เทียนหอมช่วยการนอนหลับ อาหารเสริมคลายเครียดจากสมุนไพรไทย หรือธุรกิจท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ กิจกรรมโยคะ/ทำสมาธิ
ต่อมาเป็น Pet Economy (เศรษฐกิจทาสหมาแมว) ซึ่งตลาดสัตว์เลี้ยงในไทยโตสวนกระแสเศรษฐกิจ จากที่เคยเป็นธุรกิจที่มีตลาดเฉพาะกลุ่มกลายมาเป็นธุรกิจกระแสหลักที่เริ่มมีคนกระโดดเข้ามาแย่งส่วนแบ่งเพิ่มขึ้น เช่น อาหารสัตว์เกรด Holistic/Organic ปรุงสุกใหม่ (Fresh Pet Food) เสื้อผ้าสัตว์เลี้ยงแฟชั่น เฟอร์นิเจอร์ที่ออกแบบให้มีฟังก์ชันสำหรับแมว ตลอดจนบริการสปา คอนโดและโรงแรมสำหรับสัตว์เลี้ยง

นอกจากนั้น ยังมีเทรนด์ Green & Circular Business (สร้างคุณค่าจากของเหลือใช้) เทรนด์รักษ์โลกทำให้ธุรกิจ ‘Upcycling’ และ ‘Recycling’ ได้รับความสนใจ สินค้าและบริการที่มีเรื่องราวสอดรับกับ เทรนด์รักษ์โลก ซึ่งแม้ว่าจะมีต้นทุนสูงแต่ก็สามารถอัปราคาขายได้สูงกว่าปกติ จึงเป็นโอกาสสำหรับธุรกิจเอสเอ็มอีในพื้นที่ ในการแปรรูปเพื่อสร้างมูลค่าให้กับวัตถุดิบท้องถิ่นและวัตถุดิบเหลือทิ้ง ผ่านการออกแบบที่ตอบโจทย์การใช้งานและตอบกระแสแฟชั่น เช่น แปรรูปเปลือกผลไม้เป็นบรรจุภัณฑ์ การนำเศษผ้าจากโรงงานมาทำกระเป๋าแฟชั่น ร้านเติมน้ำยาปรับผ้านุ่ม/แชมพู (Refill Station) ในชุมชนเพื่อลดขยะพลาสติก

เทรนด์ในผู้บริโภค
ด้วยพฤติกรรมคนไทยเปลี่ยนไปสู่ความ ‘คุ้มค่า’ และ ‘ใส่ใจตัวเอง’ มากขึ้น โดยมีความเปลี่ยนแปลงที่น่าสนใจ เช่น Hyper-Personalization (รู้ใจรายคน) ลูกค้าไม่ได้ต้องการแค่สินค้าคุณภาพดี แต่ต้องการสินค้าที่ ‘เหมาะกับฉันคนเดียว’ โดยฟันเฟืองสำคัญคือการวิเคราะห์และใช้ประโยชน์ข้อมูล เพื่อเข้าใจความต้องการของลูกค้าอย่างลึกซึ้ง เช่น อาหารเสริมที่จัดชุดตามผลตรวจเลือด สกินแคร์ที่ปรับสูตรตามสภาพผิวเฉพาะ เป็นต้น
ขณะที่ Silver Solution (สูงวัยมีสุข) ประเทศไทยก้าวเข้าสู่สังคมสูงวัยสมบูรณ์แบบ ดังนั้น การออกแบบธุรกิจและบริการเพื่ออำนวยความสะดวกและความปลอดภัยให้กับลูกค้ากลุ่มนี้จะช่วยสร้างความแตกต่างให้กับธุรกิจ เช่น บริการปรับปรุงห้องน้ำ/บ้านเพื่อความปลอดภัย ทัวร์ท่องเที่ยวแบบสโลว์ไลฟ์สำหรับวัยเกษียณ บริการผู้ช่วยพาไปหาหมอ Muketing หรือ Magic Economy (สายมูฮีลใจ) ความเชื่อและความศรัทธาอยู่คู่กับคนไทยมายาวนานจนกลายเป็นวิถีชีวิต ประเพณีและวัฒนธรรม ที่สามารถนำมาสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจอย่างมหาศาล เหมาะกับการส่งเสริมธุรกิจทัวร์ทำบุญไหว้พระ ผลิตภัณฑ์บนความเชื่ออย่างกำไลข้อมือและตะกรุดแฟชั่น ซึ่งผสมรวมระหว่างงานศิลปะกับความเชื่อเรื่องอำนาจเหนือธรรมชาติที่มีพลังวิเศษ
ปรับสร้าง ‘เศรษฐกิจฐานนวัตกรรม’ ผ่าน 3 เป้าหมายหลักขับเคลื่อนนโยบายนวัตกรรมของ NIA
ดร.กริชผกา กล่าวเพิ่มเติมว่า ที่ผ่านมา NIA มีเป้าหมายสำคัญในการปรับเปลี่ยนประเทศไปสู่ ‘เศรษฐกิจฐานนวัตกรรม’ เพื่อสร้างความสามารถในการแข่งขันระยะยาวที่ตอบสนองต่อความเปลี่ยนแปลงในอนาคต โดยมีธุรกิจสตาร์ตอัปและผู้ประกอบการฐานนวัตกรรมเป็นหัวใจสำคัญ ซึ่งจำเป็นต้องเร่งสร้างอุตสาหกรรมใหม่เพื่อเป็นแรงขับเคลื่อนทางเศรษฐกิจ และผลักดันนวัตกรรมไทยให้เติบโต พร้อมก้าวสู่การเป็น ‘ชาตินวัตกรรม’ ผ่าน 3 เป้าหมายหลัก
การพัฒนานวัตกรรมบนฐานเทคโนโลยีขั้นสูง ซึ่งมีความซับซ้อนที่เป็นจุดแข็งและสร้างความได้เปรียบในการแข่งขันที่คู่แข่งไม่สามารถลอกเลียนแบบได้ง่าย
การสร้างผลิตภัณฑ์และบริการมูลค่าสูงบนฐานความคิดสร้างสรรค์และทุนทางวัฒนธรรม
การเตรียมความพร้อมกำลังคนไปสู่แรงงานสูงที่ก้าวทันเทคโนโลยีที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว เพื่อตอบสนองต่อโครงสร้างประชากรและตลาดแรงงานที่เปลี่ยนไป
“เพื่อให้บรรลุตาม 3 เป้าหมายหลักที่ NIA วางไว้ เราได้ทำงานร่วมกับพันธมิตรทั้งในประเทศและต่างประเทศ ในฐานะผู้กำหนดทิศทางนวัตกรรม (Focal Conductor) เพื่อส่งเสริมและสนับสนุนผู้ประกอบธุรกิจนวัตกรรมในทุกมิติผ่านแนวคิด 4G ได้แก่ Groom การบ่มเพาะและพัฒนาศักยภาพด้านนวัตกรรม Grant การให้เงินทุน Growth การสร้างโอกาสขยายตลาดและแหล่งเงินทุน และ Global การเข้าสู่ตลาดระดับโลก และเพื่อสนับสนุนให้ธุรกิจนวัตกรรมไทยสามารถเติบโตอย่างเข้มแข็งและแข่งขันได้ในตลาดโลก”
“โดยในปี 2569 NIA มุ่งเน้นขับเคลื่อนเศรษฐกิจและสังคมไทยผ่าน ‘นโยบายนวัตกรรม ปี 69’ ได้แก่
ส่งเสริมการลงทุนธุรกิจนวัตกรรม
โดย NIA มีกลไกสนับสนุนทางการเงินที่หลากหลายในรูปแบบเงินให้เปล่าซึ่งเหมาะกับธุรกิจนวัตกรรมในระยะเริ่มต้น แต่สำหรับธุรกิจนวัตกรรมในระยะเติบโต ‘การร่วมลงทุน’ ถือว่าสำคัญมาก เพราะช่วย ‘เติมเงินทุน’ในการนำนวัตกรรมไปสู่ตลาดและการขยายธุรกิจ
แลในปีนี้ NIA มุ่งเน้นการต่อยอดและขยายผลกลไกการร่วมลงทุน เช่น Corporate Co-funding และ กลไกการร่วมลงทุนจากภาครัฐ (NIA venture) โดยดำเนินการร่วมกับบริษัทร่วมลงทุน (VC/CVC) นอกจากนี้ ยังมีโปรแกรม Global Investment Link เพื่อสนับสนุนการเติบโตและการขยายตัวของธุรกิจนวัตกรรมผ่านการเข้าถึงแหล่งทุนทั้งในและต่างประเทศ ตลอดจนมาตรการการยกเว้นภาษี Capital Gains Tax เพื่อส่งเสริมการระดมทุนในธุรกิจสตาร์ตอัป โดยการยกเว้นภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาและภาษีเงินได้นิติบุคคลสำหรับส่วนเกินทุน

เชื่อมโยงทุกภาคส่วนเพื่อการพัฒนานวัตกรรม
ซึ่งต้องอาศัยสภาพแวดล้อมที่ช่วยสนับสนุนการทำงานร่วมกันระหว่างภาคการศึกษาและภาคอุตสาหกรรม/ภาคธุรกิจ เพื่อให้เกิดการแปลงงานวิจัยจากรั้วมหาวิทยาลัยไปสู่การใช้งานจริง โดย NIA มีการพัฒนากลไกสนับสนุนที่ไม่ใช่การเงินเพื่อยกระดับงานวิจัยไปสู่เชิงพาณิชย์ผ่านการเชื่อมโยงองค์ประกอบที่หลากหลายในระบบนิเวศนวัตกรรม เช่น การเร่งสร้างการเติบโต (NIA Acceleration) ใน 5 อุตสาหกรรม การพัฒนาศูนย์กลางเครือข่ายนวัตกรรม (Thailand Innovation Hub) แพลตฟอร์มเชื่อมโยงการทำงานร่วมกันระหว่างหน่วยงาน ผู้เชี่ยวชาญ และผู้ประกอบการในพื้นที่ทั่วประเทศ เพื่อยกระดับศักยภาพและส่งเสริมการใช้ประโยชน์งานวิจัยพัฒนาของภาคอุตสาหกรรม
และในอนาคต NIA มีแผนการส่งเสริมการใช้ทรัพย์สินทางปัญญาในการระดมทุน (IP Financing) เพื่อปลดล็อกมูลค่าทรัพย์สินทางปัญญาของธุรกิจนวัตกรรมและสตาร์ตอัป ให้ธุรกิจสามารถนำทรัพย์สินทางปัญญามาใช้ประโยชน์เป็นหลักประกันในการกู้ยืมเงินทุนหรือระดมทุน
ส่งเสริมการพัฒนานวัตกรรมในระดับพื้นที่
เพื่อพัฒนาเศรษฐกิจและยกระดับคุณภาพชีวิตของผู้คนในพื้นที่ ผ่านกลไกการทำงานร่วมกับบุคลากรในพื้นที่อย่าง หน่วยขับเคลื่อนนวัตกรรมเพื่อสังคม ที่ช่วยบ่มเพาะ ยกระดับและพัฒนาขีดความสามารถให้แก่วิสาหกิจเพื่อสังคมหรือผู้ที่สนใจเข้ามามีส่วนร่วมในการแก้ปัญหาสังคมจนสามารถพัฒนาแนวคิดสู่ต้นแบบหรือโครงการนำร่อง พร้อมทั้งสนับสนุนทุนในการนำแนวคิดนวัตกรรมมาขยายผลผ่านโครงการนวัตกรรมแบบเปิด โครงการนวัตกรรมสำหรับเมืองและชุมชน และโครงการหมู่บ้านนวัตกรรมเพื่อสังคม รวมถึงการนำรูปแบบกลไกการให้เงินทุนอุดหนุนมาจัดทำเป็นแผนภาพการสนับสนุนตามการเติบโตของนวัตกรรมสำหรับผู้ประกอบการนวัตกรรม เพื่อให้เห็นแนวทางการเติบโตได้อย่างชัดเจนมากขึ้น
ตลอดจนการส่งเสริมศักยภาพของผลิตภัณฑ์และบริการนวัตกรรมของนวัตกรในพื้นที่ให้เติบโตไปสู่ตลาดระดับประเทศผ่านโครงการ ‘นิลมังกร เดอะเรียลลิตี้’ ที่สร้างแรงบันดาลใจในการสร้างธุรกิจนวัตกรรมให้กับคนทั่วไปจะแปลงธุรกิจคนตัวเล็กให้กลายเป็นฮีโร่ของเศรษฐกิจท้องถิ่น กลไกหล่านี้ไม่ใช่แค่เพิ่มรายได้ให้กับธุรกิจในพื้นที่ แต่เป็น การสร้างงาน สร้างเงินหมุนเวียนและเพิ่มโอกาสในชุมชน เพื่อสร้างความมั่งคั่งที่เติบโตไปพร้อมชุมชน

ยกระดับทักษะนวัตกรรมของประเทศ
NIA ให้ความสำคัญกับการปลูกฝังชุดความคิดและทักษะนวัตกรให้กับกำลังคนรุ่นใหม่ ทั้งในระดับเยาวชนและธุรกิจสตาร์ตอัป ผ่านโปรแกรม STEAM4INNOVATOR และ Startup Thailand League ตลอดจนหลักสูตรการฝึกอบรมที่จะช่วยยกระดับธุรกิจด้วยนวัตกรรมของ สถาบันวิทยาการนวัตกรรม (NIA Academy) และสำหรับองค์กรธุรกิจและผู้ประกอบการเอสเอ็มอี การเสริมสร้างขีดความสามารถในการปรับตัว ไปสู่การเป็น ‘องค์กรนวัตกรรม’ ผ่านการจัดการนวัตกรรมที่เป็นระบบ จะช่วยยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันของผู้ประกอบการไทย
โดย NIA ได้นำกระบวนการ Consultative Assessment มาช่วยสะท้อนให้ผู้ประกอบการมองเห็นจุดแข็ง จุดอ่อน และโอกาสในการพัฒนา ‘นวัตกรรม’ ควบคู่กับการพัฒนา ‘ผลิตภาพ’ อย่างเป็นระบบ ผ่านโครงการ INNOProductivity for SMEs เพื่อพัฒนาผู้ประกอบการนวัตกรรมไทยให้มีการวางระบบการจัดการนวัตกรรมในองค์กรอย่างเหมาะสม สอดคล้องกับบริบท ขนาด และศักยภาพของธุรกิจ โดยในปีนี้จะต่อยอดกิจกรรมไปสู่ การสนับสนุนการวางระบบนวัตกรรมในองค์กรให้เป็นไปอย่างสอดคล้องกับมาตรฐานระบบการจัดการนวัตกรรมสากล อย่าง ISO56001
ในตอนท้ายของการแถลงข่าวในประเด็นเรื่อง “จับตา 3 เทรนด์นวัตกรรมที่น่าสนใจในปี 2569” ที่ NIA ดร.กริชผกา เน้นย้ำว่า
“ภาคเอกชนรวมถึงนวัตกรไทยทุกคนเก่งไม่แพ้ชาติใดในโลก ถ้าวันนี้เราไม่มีภาคเอกชน นโยบายการพัฒนานวัตกรรมเพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจประเทศไทย อาจไม่สามารถขับเคลื่อนมาได้ขนาดนี้ และในวันนี้ ปัจจัยสำคัญที่จะขับเคลื่อนนโยบายนวัตกรรมของไทยให้ไปได้ไกลอย่างต่อเนื่อง หนึ่ง คือ นโยบายของชาติต้องมีความชัดเจนจึงจะสามารถดึงดูดการลงทุนในนวัตกรรมในบ้านเรา สอง เราต้องให้ความสำคัญกับการพัฒนากำลังคน ซึ่งเราจะเห็นได้จากประเทศที่มีความก้าวหน้าทางการพัฒนานวัตกรรมอย่างก้าวกระโดดว่าชาตินั้นจะมีการปรับยุทธศาสตร์การพัฒนากำลังคนใหม่ทั้งหมด และปัจจัยที่สาม ที่มีความสำคัญมาก คือ งบประมาณการพัฒนา R&D ของไทย ที่ยังอยู่ในระดับที่น้อยมากเมื่อเทียบกับชาตินวัตกรรมทั่วโลก ซึ่งในประเด็นนี้เราอาจต้องเสริมด้วยการดึงให้ต่างชาติมาลงทุนพัฒนานวัตกรรมและเทคโนโลยีที่ไทยเพิ่มมากขึ้นให้ได้”
อัปเดตทุกเทรนด์การพัฒนาประเทศ ปี 2569
6 เทรนด์ธุรกิจ ปี 2026 ที่ SME ไทยต้องรู้ ถ้าไม่อยากตกเทรนด์ 4Ds
นวัตกรรม เทคโนโลยี และสิ่งแวดล้อม 3 ปัจจัยกำหนด 10 เทรนด์อาหารและเครื่องดื่มโลก ปี 2026
10 เทรนด์ท่องเที่ยว ปี 2026 ยกระดับ ‘อุตสาหกรรมเที่ยวไทย’ ให้ตอบโจทย์นักเดินทางทั่วโลก












