เมื่อกระสุนและดินปืนสวนทางกับความยั่งยืน รอยร้าวระหว่าง ESG และสงครามในโลกยุคภูมิรัฐศาสตร์เดือด

ในโลกอุดมคติ ESG (Environment, Social และ Governance) คือเข็มทิศที่นำพาธุรกิจไปสู่ความยั่งยืน การลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม และการเคารพสิทธิมนุษยชน แต่เมื่อเสียงปืนดังขึ้นและระเบิดลูกแรกถูกทิ้งลง ความจริงอันเจ็บปวดก็ปรากฏชัดว่า สงครามคือปฏิปักษ์ที่รุนแรงที่สุดของ ESG

ขณะที่โลกกำลังเผชิญกับความขัดแย้งที่ร้อนแรง ตั้งแต่ยูเครนไปจนถึงตะวันออกกลาง รวมถึงศึกชิงกรีนแลนด์ระหว่างสหรัฐอเมริกากับเดนมาร์ก (ซึ่งมีบรรดาชาติยุโรปเป็นกองหนุน) ที่เป็นความพิลึกพิลั่น เมื่อชาติสมาชิกนาโตจ่อห้ำหั่นกันเอง เรากำลังเห็นการปะทะกันอย่างรุนแรงระหว่างหลักการอันดีงามของการอยู่ร่วมกันอย่างผาสุกของประชาคมโลกกับความจำเป็นเร่งด่วนทางความมั่นคงที่สหรัฐอเมริกาเอ่ยอ้าง
กรอบการทำงานของ ESG ถูกสร้างขึ้นบนสมมติฐานที่ว่าโลกดำเนินไปภายใต้ระเบียบกฎเกณฑ์ (Rules-based order) ที่คาดเดาได้ โดยเน้นไปที่การเปลี่ยนผ่านด้านสภาพภูมิอากาศอย่างค่อยเป็นค่อยไปและการกำกับดูแลกิจการที่ดี


Did you know?

ก่อนปี 2022 รัฐวิสาหกิจรัสเซียหลายแห่งมีคะแนน ESG สูงกว่าบริษัทในตะวันตกด้วยซ้ำก่อนปี 2022 รัฐวิสาหกิจยักษ์ใหญ่อย่าง Sberbank ของรัสเซีย เคยได้รับคะแนนจากสถาบันระดับโลกอย่าง MSCI ESG Ratings สูงถึงระดับ ‘AA’ (Leader) ซึ่งเหนือกว่าธนาคารชั้นนำในสหรัฐฯ เสียด้วยซ้ำ เช่นเดียวกับ Rosneft และ Gazprom ที่เคยได้รับการจัดอันดับความน่าเชื่อถือด้านความยั่งยืนในระดับสูงจากสถาบันตะวันตกอย่าง Sustainalytics และ RAEX ตราบเท่าที่ผลประโยชน์ด้านพลังงานราคาถูกยังเอื้อต่อเศรษฐกิจยุโรป
คะแนนที่สูงลิ่วเหล่านี้สะท้อนว่าเครื่องมือวัดผลในอดีตจงใจละเลยความเสี่ยงด้านการสะสมกำลังทหารและความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ แต่เมื่อผลประโยชน์ขัดกัน ไม้บรรทัดอันเดิมกลับถูกหักทิ้งและเปลี่ยนการวัดผลใหม่ทันที เพื่อใช้เป็นเครื่องมือในการคว่ำบาตรและตีตราฝ่ายตรงข้าม

เมื่อสงครามปะทุขึ้น เป้าหมายด้านสิ่งแวดล้อม แทบจะถูกพับเก็บทันที การเคลื่อนกำลังพลและการใช้อาวุธสร้างการปล่อยก๊าซเรือนกระจกมหาศาล ก่อเกิดรอยเท้าคาร์บอนขนาดยักษ์
ขณะที่การโจมตีแหล่งพลังงานและนิคมอุตสาหกรรม อาจก่อให้เกิดมลพิษที่ไม่สามารถเยียวยาได้ในชั่วอายุคน ถือเป็นการทำลายล้างระบบนิเวศอย่างรุนแรงและส่งผลเสียในระยะยาว
ไม่เพียงเท่านี้ ยังทำให้เกิดวิกฤตมนุษยธรรมอีกด้วย โดยในมิติด้านสังคมและการกำกับดูแล สงครามนำมาซึ่งการละเมิดสิทธิมนุษยชน การใช้แรงงานที่ไม่เป็นธรรม และการพังทลายของหลักนิติธรรม ซึ่งขัดแย้งกับหัวใจสำคัญของ ESG อย่างสิ้นเชิง


ความย้อนแย้งของ ‘อุตสาหกรรมป้องกันประเทศ’ และ ‘พลังงานฟอสซิล’

ปัจจุบันเกิดข้อถกเถียงที่ร้าวลึกในหมู่นักลงทุนและผู้กำหนดนโยบาย (โดยเฉพาะในกลุ่มนาโตและยุโรป) ว่า “หากไม่มีความมั่นคง ก็ไม่มีความยั่งยืน”
โดยมีความพยายามที่จะจัดหมวดให้อุตสาหกรรมอาวุธและก๊าซธรรมชาติกลายเป็นธุรกิจที่สอดคล้องกับ ESG ด้วยการอ้างเหตุผลด้านความมั่นคงแห่งชาติ ซึ่งถือเป็นการฟอกเขียวด้วยสันติภาพ (Peace-washing) กระนั้น ก็มีข้อกังขาว่าหากยอมรับให้อาวุธเป็นส่วนหนึ่งของ ESG อาจทำให้แก่นแท้ด้านจริยธรรมของมาตรฐานนี้เสื่อมสลายไป และกลายเป็นเพียงเครื่องมือในการแสวงหาผลประโยชน์ทางการเมือง

การปรับตัวของ ESG ในวันที่โลกแตกสลาย

สถานการณ์โลกปัจจุบันกำลังบีบให้ ESG ต้องเติบโตขึ้นจากการเป็นเพียงรายการตรวจสอบเพื่อภาพลักษณ์ไปสู่การเป็น เครื่องมือเชิงยุทธศาสตร์ที่ต้องเผชิญหน้ากับความจริงอันโหดร้ายของสงคราม หาก ESG ไม่สามารถปรับตัวให้เท่าทันกับเกมการเมืองโลกได้ ก็เสี่ยงที่จะกลายเป็นเพียงเอกสารเปื้อนหมึกที่ไร้ความหมายในวันที่โลกต้องการความยั่งยืนอย่างแท้จริง

วิกฤตการณ์กรีนแลนด์ในเดือนมกราคม 2569 ได้กลายเป็นบททดสอบที่รุนแรงที่สุดของระเบียบโลกยุคใหม่ เมื่อพญามหาอำนาจอย่างสหรัฐฯ ภายใต้การนำของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ หันมาใช้มาตรการภูมิรัฐศาสตร์เชิงบังคับ (Coercive Geopolitics) อย่างเต็มรูปแบบ


วิกฤตการณ์กรีนแลนด์ 2026 เมื่ออธิปไตยปะทะความมั่นคงมหาอำนาจ

สถานการณ์ได้ยกระดับจากคำขู่สู่การเผชิญหน้าโดยตรงในช่วงกลางเดือนมกราคม 2569 หลังจากที่ความพยายามในการเจรจาระหว่างสหรัฐฯ เดนมาร์ก และกรีนแลนด์ ณ ทำเนียบขาว จบลงด้วยความไม่ลงรอยกันอย่างรุนแรง 
ปฏิบัติการ ‘Line in the Snow‘ ยุโรปส่งกองกำลังปกป้องอธิปไตยกรีนแลนด์ เพื่อตอบโต้การแทรกแซงทางทหารจากสหรัฐฯ โดยกลุ่มประเทศยุโรปนำโดยฝรั่งเศส เยอรมนี สหราชอาณาจักร นอร์เวย์ สวีเดน และฟินแลนด์ ได้ส่งบุคลากรทางทหารชุดแรกเดินทางถึงเมืองนุก (Nuuk) เมืองหลวงของกรีนแลนด์ เมื่อวันที่ 15-16 มกราคม 2569 มีวัตถุประสงค์เพื่อเป็นการซ้อมรบร่วมและลาดตระเวน โดยเป็นการแสดงสัญลักษณ์ว่ายุโรปจะไม่ยอมให้มีการเปลี่ยนแปลงสถานะอธิปไตยของกรีนแลนด์โดยพลการ แต่ทำเนียบขาวมองว่าการเคลื่อนไหวนี้คือเกมที่อันตรายและยืนยันว่าความเคลื่อนไหวใดๆ ของกองกำลังยุโรปจะไม่มีผลต่อการตัดสินใจของสหรัฐฯ ในการครอบครองเกาะแห่งนี้


สงครามภาษี ‘Greenland Tariffs‘ มาตรการบีบคั้นพันธมิตรเดนมาร์ก

เมื่อวันที่ 17 มกราคม 2569 ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ได้ประกาศใช้มาตรการทางเศรษฐกิจขั้นรุนแรงเพื่อกดดันให้เดนมาร์กยอมขายกรีนแลนด์ ประเดิมด้วย Tariff 10% เริ่มมีผลบังคับใช้ 1 กุมภาพันธ์ 2569 ต่อสินค้าทุกชนิดจาก 8 ประเทศพันธมิตรนาโตที่คัดค้านสหรัฐฯ (ได้แก่ เดนมาร์ก, นอร์เวย์, สวีเดน, ฝรั่งเศส, เยอรมนี, สหราชอาณาจักร, เนเธอร์แลนด์ และฟินแลนด์)
นอกจากนี้ หากยังไม่มีข้อตกลงที่สหรัฐฯพึงพอใจ อัตราภาษีจะพุ่งสูงขึ้นเป็น 25% ในวันที่ 1 มิถุนายน 2569 โดยทรัมป์ระบุชัดเจนว่าอัตราภาษีเยี่ยงไบโพลาร์นี้จะดำรงอยู่จนกว่าจะมีการบรรลุข้อตกลงซื้อขายกรีนแลนด์โดยสมบูรณ์

วิเคราะห์ผ่านเลนส์ ESG การล่มสลายของบรรทัดฐานและระเบียบโลก

กรณีนี้เป็นตัวอย่างที่ชัดเจนที่สุดของเส้นทางคู่ขนานระหว่าง ESG และสงครามที่เอ่ยถึงก่อนหน้า
สหรัฐฯ ซึ่งเคยเป็นผู้พิทักษ์ระเบียบโลก กำลังทำลายหลักนิติธรรมสากลโดยการใช้กำลังเศรษฐกิจบีบบังคับเอาดินแดนจากพันธมิตรที่ใกล้ชิดที่สุด ขณะที่ชาวกรีนแลนด์และรัฐบาลท้องถิ่นยืนยันว่า คนกรีนแลนด์ไม่ใช่สินค้าที่จะมาซื้อถ้าการบังคับยึดครองพื้นที่โดยไม่ได้รับความยินยอมจากประชาชนท้องถิ่น (Indigenous Rights) คือความล้มเหลวทางจริยธรรมที่ร้ายแรงที่สุดของกรอบงาน ESG ในทศวรรษนี้
ที่ดูย้อนแย้งคือ สหรัฐฯ อ้างว่าต้องการกรีนแลนด์เพื่อความมั่นคงทางทรัพยากร โดยเฉพาะแร่ธาตุหายาก (เพื่อทำกังหันลมและรถ EV) แต่กลับใช้วิธีการที่ทำลายความมั่นคงและสันติภาพของโลก ซึ่งเป็นรากฐานของความยั่งยืน 

ชัดเจนแล้วว่า โลกในปี 2026 กำลังก้าวเข้าสู่ยุคที่มหาอำนาจคำรามกู่ก้องว่าความมั่นคงสำคัญเหนือสิ่งอื่นใด (Security First) จนบางครั้งกลายเป็นการละทิ้งหลักจริยธรรมและความยั่งยืนที่สร้างมานับทศวรรษ วิกฤตกรีนแลนด์ไม่ใช่แค่เรื่องของเกาะน้ำแข็งที่มีทรัพยากรทรงคุณค่าและเป็นยุทธศาสตร์สำคัญทางการทหารเท่านั้น แต่คือการเลือกระหว่างโลกที่อยู่อย่างสงบสุด้วยการเจรจาแบบเท่าเทียมกับโลกที่อยู่ด้วยการบีบบังคับโดยประเทศที่มีสรรพกำลังเหนือกว่า

ที่มา :