ไมโครพลาสติก (Microplastic) คือ อนุภาคพลาสติกที่มีขนาดเล็กกว่า 5 มิลลิเมตร เกิดจากการแตกตัวของพลาสติกชิ้นใหญ่ หรือถูกผลิตขึ้นมาโดยตรงเพื่อใช้ในผลิตภัณฑ์ต่างๆ เช่น เครื่องสำอาง (เม็ดบีดส์) ยาสีฟัน จนแพร่กระจายในสิ่งแวดล้อม ในน้ำ ดิน และอากาศ เป็นภัยเงียบที่ส่งผลกระทบต่อสิ่งมีชีวิตและสุขภาพมนุษย์ แบ่งเป็น 2 ประเภท คือ
1. ไมโครพลาสติกปฐมภูมิ (Primary Microplastics) พลาสติกที่ถูกผลิตให้มีขนาดเล็กมาตั้งแต่ต้น เพื่อใช้ในผลิตภัณฑ์ เช่น เม็ดขัดผิว (Microbeads) ในเครื่องสำอาง สบู่ หรือผงซักฟอก
2. ไมโครพลาสติกทุติยภูมิ (Secondary Microplastics) เกิดจากการย่อยสลายของขยะพลาสติกชิ้นใหญ่จากปัจจัยธรรมชาติ เช่น แสงแดด ความร้อน การเสียดสี จนแตกเป็นชิ้นเล็กๆ
เม็ดพลาสติกถือเป็นแหล่งที่มาของการปนเปื้อนไมโครพลาสติกที่สำคัญ โดยมีการรั่วไหลจำนวนมากต่อปี เนื่องจากมีขนาดเล็ก ปนเปื้อนเข้าสู่ห่วงโซ่อาหารได้เร็ว กระจายตัวได้กว้างและคงอยู่ในสิ่งแวดล้อมได้นานกว่า 10 ปี แต่สามารถป้องกันได้ง่ายผ่านการกำหนดมาตรฐานการจัดการเป็นกฎหมาย
EU ออกกฎหมายคุมเข้ม
เมื่อเร็วๆ นี้ สหภาพยุโรป หรือ อียู ออกกฎหมายลดมลพิษไมโครพลาสติก บังคับใช้กฎหมายการป้องกันการสูญเสียเม็ดพลาสติก (Plastic Pellets) เพื่อลดมลพิษจากไมโครพลาสติก ภายใต้แผน Zero Pollution Action Plan ตั้งเป้าลดไมโครพลาสติกที่เกิดจากเม็ดพลาสติกลง 30% ภายในปี 2030 โดยมีผลบังคับใช้ตั้งแต่ 16 ธันวาคม 2568 ที่ผ่านมา และจะเพิ่มข้อกำหนดเพิ่มเติมในแต่ละปี
กฎหมายดังกล่าวบังคับใช้แก่ผู้ประกอบการภายในอียู ที่มีการจัดการเม็ดพลาสติกมากกว่า 1,500 ตันต่อปี รวมการนำเข้าจากนอกอียู ทำให้ผู้ส่งออกไทยอาจมีความเสี่ยงที่ต้องดำเนินการให้สอดคล้องกับข้อกำหนด ซึ่งอาจส่งผลให้มีต้นทุนด้านบรรจุภัณฑ์ โลจิสติกส์ และระบบการเก็บข้อมูลเพิ่มขึ้น หรืออาจสูญเสียส่วนแบ่งทางการตลาดได้หากไม่ดำเนินการตาม
เป้าหมายของกฎหมายฉบับใหม่ มุ่งควบคุมการจัดการเม็ดพลาสติกตลอดทั้งห่วงโซ่อุปทาน ตั้งแต่การผลิต การขนส่ง การจัดเก็บ ไปจนถึงการใช้งาน กำหนดให้ผู้ประกอบการต้องมีแผนป้องกันการรั่วไหลอย่างเป็นระบบ มีมาตรการจัดการที่ชัดเจน และต้องรายงานข้อมูลการสูญเสียเม็ดพลาสติกอย่างโปร่งใส เพื่อลดความเสี่ยงของการปนเปื้อนสู่สิ่งแวดล้อม เพื่อควบคุมผลกระทบได้อย่างเหมาะสมและมีประสิทธิภาพ
ผลกระทบผู้ส่งออกไทย
กฎหมายดังกล่าวครอบคลุมผู้ประกอบการในสหภาพยุโรปที่มีการจัดการเม็ดพลาสติกมากกว่า 1,500 ตันต่อปี รวมถึงเม็ดพลาสติกที่นำเข้าจากประเทศนอกอียู ส่งผลให้ผู้ส่งออกจากประเทศคู่ค้า โดยเฉพาะไทยต้องปรับกระบวนการดำเนินงานให้สอดคล้องกับมาตรฐานด้านสิ่งแวดล้อมของยุโรป
ศูนย์วิจัยกสิกรไทยประเมินว่า ผู้ส่งออกไทยมีความเสี่ยงเผชิญต้นทุนที่เพิ่มขึ้น ทั้งด้านบรรจุภัณฑ์ โลจิสติกส์ ระบบการจัดเก็บและรายงานข้อมูล รวมถึงค่าใช้จ่ายในการปฏิบัติตามข้อกำหนดด้านสิ่งแวดล้อมที่เข้มงวดกว่าเดิม ขณะเดียวกัน หากไม่สามารถปฏิบัติตามกฎหมายได้ครบถ้วน ก็อาจกระทบต่อความเชื่อมั่นของคู่ค้า และเสี่ยงสูญเสียส่วนแบ่งตลาดในสหภาพยุโรป ซึ่งถือเป็นหนึ่งในตลาดสำคัญของอุตสาหกรรมพลาสติกและอุตสาหกรรมต่อเนื่องของไทย
CBAM อีกหนึ่งปัจจัยเสี่ยงในตลาดอียู
ก่อนที่อียูจะออกกฎหมายลดมลพิษไมโครพลาสติก ได้ออกมาตรการ CBAM (Carbon Border Adjustment Mechanism) เป็นอีกหนึ่งปัจจัยเสี่ยงของผู้ประกอบการไทยที่ส่งสินค้าไปขายในตลาดอียู เป็นกลไกการปรับราคาคาร์บอนก่อนข้ามพรมแดน เพื่อกำหนดราคาสำหรับสินค้านำเข้าบางประเภท เช่น เหล็ก, ซีเมนต์, อลูมิเนียม, ไฟฟ้า, ปุ๋ย ให้เทียบเท่ากับต้นทุนคาร์บอนของสินค้าที่ผลิตในอียู เพื่อป้องกันการย้ายฐานผลิตไปยังประเทศที่เข้มงวดน้อยกว่า และสร้างความเท่าเทียมด้านต้นทุน เริ่มบังคับใช้ช่วงเปลี่ยนผ่าน (รายงานข้อมูล) 1 ต.ค. 2023 และจะเริ่มให้ผู้นำเข้าต้องซื้อใบรับรอง CBAM (เสียเงินจริง) ตั้งแต่ปี 2026 เป็นต้นไป ผลกระทบต่อผู้ส่งออกไทยคือ ผู้ประกอบการต้องมีค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้นในการซื้อใบรับรอง ผลักดันให้ภาคอุตสาหกรรมไทยเร่งปรับปรุงกระบวนการผลิต ลดการปล่อยคาร์บอน และใช้เทคโนโลยีสีเขียว
เร่งปิดดีล FTA
แม้อียูจะมีกฎระเบียบที่เคร่งครัดด้านสิ่งแวดล้อม แต่เป็นคู่ค้าสำคัญอันดับ 4 ของไทย รองจากจีน สหรัฐฯ และญี่ปุ่น มูลค่าส่งออกปี 2567 รวมประมาณ 24,205 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (เพิ่มขึ้น 10% จากปีก่อน) สินค้าดาวเด่นที่ส่งออกไปอียู อาทิ อัญมณีและเครื่องประดับ เครื่องปรับอากาศและส่วนประกอบ ผลิตภัณฑ์ยาง เครื่องจักรกลและส่วนประกอบ ผลไม้สดและแปรรูป อิเล็กทรอนิกส์และส่วนประกอบ เป็นต้น
FTA ไทย-อียู หรือ ความตกลงการค้าเสรีไทย-สหภาพยุโรป คือข้อตกลงการค้าฉบับใหม่ที่มีเป้าหมายยกเลิกภาษีและลดอุปสรรคทางการค้า เพิ่มโอกาสให้สินค้าไทยเข้าตลาดยุโรป ซึ่งอยู่ในขั้นตอนการเจรจาข้อบทสำคัญ เช่น การจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐ, ทรัพย์สินทางปัญญา, การเปิดเสรีภาคบริการ ซึ่งมีประเด็นอ่อนไหวที่ต้องเจรจาอย่างรอบคอบ สร้างมาตรฐานการค้าสูง ดึงดูดการลงทุน และยกระดับมาตรฐานไทย โดยคาดว่าจะปิดดีลได้ภายในปีนี้
วิกฤตหรือโอกาส
กฎหมายไมโครพลาสติก และ มาตรการ CBAM มองด้านหนึ่งคือปัญหาและอุปสรรคของผู้ส่งออกไทยที่ต้องดำเนินการปรับตัวซึ่งต้องอาศัยการขับเคลื่อนขององค์กรและต้นทุนบริหารจัดการ อย่างไรก็ตาม ผู้ประกอบการที่ปรับตัวได้เร็ว ยกระดับการบริหารจัดการและมีระบบข้อมูลที่โปร่งใส อาจได้ประโยชน์จากกฎหมายฉบับนี้ กลายเป็นโอกาสในการรักษาความสามารถในการแข่งขันหรือสามารถเพิ่มส่วนแบ่งในตลาดยุโรปได้เหนือกว่าคู่แข่งที่ปรับตัวไม่ได้ หรือปรับตัวช้ากว่า
ยกตัวอย่างในปีที่ผ่านมา สินค้าภายใต้มาตรการ CBAM ส่งไปอียูยังมีมูลค่าขยายตัว 54.71% ในช่วง 10 เดือนแรกของปี 2568 ครองส่วนแบ่งตลาดใน EU เพิ่มขึ้นเป็น 0.42% จากระดับ 0.29% ในปี 2567 แสดงให้เห็นว่าผู้ส่งออกไทยมีความสามารถในการปรับตัวได้เท่าทันสถานการณ์ แม้การปรับตัวดังกล่าวจะก่อให้เกิดต้นทุนในระยะสั้น แต่ระยะยาวจะช่วยยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันของอุตสาหกรรมไทย และสอดรับกับทิศทางการค้าโลกที่มุ่งสู่ความยั่งยืน ที่สำคัญคือผลประโยชน์โดยรวมตกอยู่กับโลกที่สะอาดมากกว่าเดิม














