ความเปลี่ยนแปลงของโลกที่เปลี่ยนไปจะไม่กลับเหมือนเดิมต่อไป มันเป็นเรื่องที่น่าคิดสําหรับสังคมไทยว่าเราจะวาง “ตําแหน่งแห่งที่ของเรา” ไว้ตรงไหน? อย่างไร? ในภูมิรัฐศาสตร์ที่แปรปรวน ภูมิเศรษฐกิจที่ผันผวน! การจัดการด้านความสัมพันธ์กับนานาชาติและเพื่อปรับตัวในสถานการณ์ที่เป็นอยู่-สร้างความเติบโตก้าวหน้าของตัวเองที่ยั่งยืนมั่นคง สามารถสร้างทุนมนุษย์ให้แข็งแกร่งเท่าทันโลกในช่วงเวลาที่มีการชิงความได้เปรียบของมหาอำนาจทั้งหลาย!
ในสภาพที่เราเผชิญอยู่นี้ตำแหน่งแห่งที่หรือ Position ที่เหมาะกับประเทศไทยคงต้องกำหนดเป้าหมายหลักไว้ 3 หมุดหมายสำคัญคือ
หนึ่ง.. “Trusted Connector of ASEAN Mainland” ทำให้ไทยเป็นประเทศที่เชื่อมกลุ่มประเทศหลักอาธิ จีน-สหรัฐ-ญี่ปุ่นยุโรป- ตะวันออกกลาง-อินเดีย ผ่าน ASEAN- centrality และสร้างกรอบความร่วมมือในภูมิภาค (เช่น AOIP) ASEAN Main Portal
สอง..“High-standard Manufacturing & Supply-Chain Hub (Electronics/EV/PCB/Precision)” ยกระดับปรับฐานการผลิตที่ได้ “มาตรฐานสูง-ตรวจสอบย้อนกลับได้” เพื่ออยู่รอดในยุคที่โลกเข้มงวดเรื่องถิ่นกำเนิดสินค้า/การเลี่ยงภาษี และซัพพลายเชนถูกการเมืองกำกับมากขึ้น ซึ่งไทยเราได้อานิสงส์จากการย้ายซัพพลายเชน & การส่งออกกลุ่มอิเล็กทรอนิกส์ที่เด่นชัด!
สาม..“Digital & Data Infrastructure Node” ดัน ดาต้าเซ็นเตอร์/คลาวด์/เครือข่ายไฟเบอร์/พลังงานสะอาดสำหรับดิจิทัล ให้เป็น “โครงสร้างพื้นฐานยุทธศาสตร์” เพราะเศรษฐกิจยุคใหม่ขับเคลื่อนด้วยข้อมูลและ AI (หลายสำนักคาดการเติบโตต่อเนื่องของอุตสาหกรรมดาต้าเซ็นเตอร์ไทยช่วง 2025–2027)

ขณะเดียวกัน ประเทศไทยควรจัดการตัวเองในกรอบปฏิบัติ 6 ข้อที่สำคัญคือ
1) ตั้งหลักการทูตแบบ “คบทุกฝ่าย แต่เลือกข้างผลประโยชน์ชาติ” แยกมิติความสัมพันธ์: ความมั่นคง/เทคโนโลยีอ่อนไหว/เศรษฐกิจ/วัฒนธรรม ไม่ผูกทั้งหมดไว้กับมหาอำนาจเดียว ต้องวางตัวแบบ “ลดความเสี่ยง” เพราะการแข่งขันสหรัฐ–จีนทำให้แรงกดดันต่อประเทศที่วางตัวเป็นกลางสูงขึ้น (ไทยถูกจับตาเป็นระยะๆ จากหลายประเด็นในความสัมพันธ์มหาอำนาจ)
2) ทำให้ไทย “ปลอดภัยสำหรับซัพพลายเชน” ด้วยมาตรฐานและการตรวจสอบย้อนกลับ
ลงทุนระบบ traceability/กฎถิ่นกำเนิดสินค้า/ศุลกากรดิจิทัล ลดความเสี่ยงโดนมาตรการตอบโต้หรือข้อหาทรานส์ชิปเมนต์ต้องเร่ง “ยกระดับคุณภาพผู้ผลิตไทย” ให้เป็น Tier 1/2 ในอุตสาหกรรมที่โลกต้องการ (electronics, PCB/PCBA, EV parts, precision)
3) กระจายตลาด-กระจายข้อตกลง (Trade & Rules Strategy) เพิ่ม “กันชน” ด้วย FTA/ความตกลงการค้า/ความร่วมมือเชิงมาตรฐาน ให้ครอบคลุมตลาดหลักและตลาดใหม่
สร้างทีมติดตาม “สงครามการค้าและมาตรการกีดกันยุคใหม่ในระดับชาติ” เพราะความเสี่ยงภาษี/มาตรการทางการค้ากระทบส่งออกไทยเริ่มเด่นขึ้น

4) อัปเกรด EEC ให้เป็น “EEC plus: Tech-sovereignty ready”
EEC ต้องไม่ใช่เป็นแค่นิคม+บีโอไอ+โลจิสติกส์ แต่ต้องเป็น แพลตฟอร์มยกระดับ “เทคโนโลยี- กำลังคน-นวัตกรรม” (เซมิคอนดักเตอร์บางช่วงห่วงโซ่, Advanced Electronics, Automation, Data Infrastructure) มุ่งโฟกัส “3 เรื่องสำคัญ” (1) คน (2) พลังงานและโครงข่าย (3) กติกา/มาตรฐาน เพื่อให้ FDI มาแล้ว “ฝังราก” ไม่ใช่แค่ตั้งโรงงานประกอบ!
5) เสริมความมั่นคงชายแดนและการทูตเพื่อนบ้านให้เป็น “แต้มต่อเศรษฐกิจ” จากความปั่นป่วนในภูมิภาค (ทั้งจากเมียนมาและชายแดนเขมร) ทำให้ภาพการรับความเสี่ยงของนักลงทุนหมดไป ไทยต้องทำให้ “เสถียรภาพ” กลายเป็นสินทรัพย์
6) เล่นบท “ASEAN problem- solver” มากกว่า “ผู้ตามเกม” สนับสนุน ASEAN-centrality อย่างจริงจัง: เป็นเจ้าภาพ/คนกลาง/ผู้อำนวยความร่วมมือในประเด็นที่โลกสนใจ (ห่วงโซ่อุปทาน, พลังงาน, ดิจิทัล, ความมั่นคงทางอาหาร)
ทั้งหมดนี้คือ ข้อพิจารณาสําคัญที่ต้องเร่งปรับตัวท่ามกลางความผันผวนที่เปลี่ยนแปลงไปมากของโลกวันนี้ เพื่อการจัดวางตำแหน่งแห่งที่ของเราให้มีคุณภาพ-มีศักยภาพที่จะสร้างความก้าวหน้ามั่นคงยั่งยืนต่อไปอย่างมุ่งมั่นตลอดไป
เรียนรู้จากภูมิรัฐศาสตร์ที่เปลี่ยนไป
IMF คิดบวก ชี้เศรษฐกิจโลกเปราะบาง แต่ยังเดินหน้าได้ แม้คลื่นภูมิรัฐศาสตร์และสงครามการค้าจะยังซัดแรง
เมื่อกระสุนและดินปืนสวนทางกับความยั่งยืน รอยร้าวระหว่าง ESG และสงครามในโลกยุคภูมิรัฐศาสตร์เดือด
อิหร่าน–รัสเซีย ดีลนิวเคลียร์ 25,000 ล้านดอลลาร์ สั่นสะเทือนภูมิรัฐศาสตร์โลกอย่างไร











