72 ปี องค์การสวนสัตว์แห่งประเทศไทย จากพระราชอุทยาน สู่ความมุ่งมั่นด้าน ESG ระดับโลก

ในวาระครบรอบ 72 ปี แห่งการสถาปนาองค์การสวนสัตว์แห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ หรือ ZPOT (อสส.) เม่ื่อวันที่ 15 กุมภาพันธ์ 2569 ไม่ใช่เพียงการฉลองความเก่าแก่ขององค์กร แต่คือการสะท้อนภาพลักษณ์ที่เปลี่ยนผ่านจาก “ที่พักผ่อนหย่อนใจ” สู่การเป็น “ฟันเฟืองสำคัญในระบบนิเวศและความยั่งยืน” ภายใต้การกำกับของกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม


หากมองผ่านเลนส์ของ ESG (Environmental, Social, and Governance) จะพบว่าภารกิจขององค์การสวนสัตว์แห่งประเทศไทยในวันนี้ มีความลึกซึ้งและเฉียบคมกว่าที่ตาเห็น

1. Environmental (สิ่งแวดล้อม): มากกว่ากรงขัง คือคลังพันธุกรรม
สวนสัตว์ในยุคใหม่คือ ‘Ark of Life’ (เรือโนอาห์แห่งศตวรรษที่ 21) ภารกิจด้านสิ่งแวดล้อมไม่ได้จำกัดอยู่แค่ในเขตรั้ว แต่คือการอนุรักษ์นอกถิ่นอาศัย (Ex-situ Conservation) ที่เชื่อมโยงกับความหลากหลายทางชีวภาพระดับชาติ มีทั้งการวิจัยและฟื้นฟูสายพันธุ์ การเพาะขยายพันธุ์สัตว์ป่าหายาก เช่น ละมั่ง นกกระเรียนพันธุ์ไทย หรือพญาแร้ง เพื่อปล่อยคืนสู่ธรรมชาติ เป็นการซ่อมแซมโซ่อาหารที่ขาดหายไป รวมถึงเป็นธนาคารพันธุกรรม โดยสวนสัตว์ทำหน้าที่เก็บรักษาความหลากหลายทางพันธุกรรม เพื่อป้องกันการสูญพันธุ์อย่างถาวร (Extinction) ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญของการรักษาสมดุลของโลก
2. Social (สังคม): การสร้างพลเมืองสีเขียว (Green Citizenship)
มิติทางสังคมของสวนสัตว์ไทย มีรากฐานที่เข้มแข็งจากพระราชปณิธานของล้นเกล้าฯ รัชกาลที่ 5 จนถึงปัจจุบัน สวนสัตว์ไม่ใช่แค่ที่ดูสัตว์ แต่เป็นห้องเรียนธรรมชาติ เป็นศูนย์กลางEdutainment ชั้นเลิศ โดยการเปลี่ยนความสงสัยให้เป็นความรู้ผ่านประสบการณ์ตรง (เช่น ปรากฏการณ์ ‘หมูเด้ง’) ช่วยปลูกฝังจิตสำนึกรักธรรมชาติและสัตว์ป่าให้กับเยาวชนอย่างแนบเนียน ขณะเดียวกันก็ยังส่งเสริมเศรษฐกิจชุมชนอีกด้วย โดยสวนสัตว์ทุกแห่งภายใต้องค์การสวนสัตว์แห่งประเทศ คือแม่เหล็กทางเศรษฐกิจที่กระจายรายได้สู่ภูมิภาค สร้างงาน และส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ที่ยั่งยืน

3. Governance (ธรรมาภิบาล): มาตรฐานสากลและการบริหารจัดการที่โปร่งใส

7 ทศวรรษที่ผ่านมา องค์การสวนสัตว์ฯ (อสส.) ได้ยกระดับการบริหารจัดการอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้สอดคล้องกับมาตรฐานโลก (WAZA – World Association of Zoos and Aquariums) เน้นดูแลสวัสดิภาพสัตว์ (Animal Welfare) ด้วยการบริหารบนพื้นฐานของจริยธรรมและการดูแลสัตว์ตามหลักวิชาการที่เข้มงวดและมีความโปร่งใส โดยการทำงานภายใต้การกำกับของกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติฯ เพื่อให้แน่ใจว่าทรัพยากรของชาติถูกนำมาใช้เพื่อประโยชน์ของสาธารณะและธรรมชาติอย่างแท้จริง

ทั้งนี้ หากจะเปรียบเทียบให้เห็นภาพชัดเจนที่สุด WAZA ก็คือสมาพันธ์ฟุตบอลโลกหรือ FIFA แห่งวงการสวนสัตว์และพิพิธภัณฑ์สัตว์น้ำนั่นเอง องค์กรนี้ทำหน้าที่เป็นตัวกลางเชื่อมโยงสวนสัตว์ชั้นนำทั่วโลกให้เดินไปในทิศทางเดียวกัน โดยเปลี่ยนนิยามจากเดิมที่เป็นเพียงสถานที่จัดแสดงสัตว์เพื่อความบันเทิง ให้กลายเป็นสถาบันทางวิทยาศาตร์และหน่วยอนุรักษ์ระดับสากล สวนสัตว์ที่เป็นสมาชิกของ WAZA จะต้องผ่านการคัดกรองอย่างเข้มงวดเพื่อให้มั่นใจว่ามีการบริหารจัดการที่โปร่งใสและตรวจสอบได้ตามหลักธรรมาภิบาล โดยมีเป้าหมายสูงสุดคือการยกระดับ “สวัสดิภาพสัตว์” ให้ดีที่สุด ซึ่งไม่ได้หมายถึงแค่การทำให้สัตว์มีชีวิตรอด แต่ต้องทำให้สัตว์เหล่านั้นมีคุณภาพชีวิตที่ดี มีพฤติกรรมที่เป็นธรรมชาติ และได้รับการดูแลตามหลักวิชาการที่ทันสมัยที่สุด

นอกจากเรื่องการดูแลสัตว์แล้ว WAZA ยังทำหน้าที่เป็นเครือข่ายความร่วมมือที่ทรงพลังในการช่วยกันกู้วิกฤตความหลากหลายทางชีวภาพของโลก โดยสมาชิกจะแชร์ฐานข้อมูลพันธุกรรมร่วมกันเพื่อป้องกันการสูญพันธุ์ และประสานงานด้านการวิจัยเพื่อฟื้นฟูประชากรสัตว์ป่าจากนอกถิ่นอาศัย คืนสู่ธรรมชาติอย่างเป็นระบบ ดังนั้นการที่สวนสัตว์ใดได้รับความเห็นชอบให้เป็นสมาชิก WAZA จึงเปรียบเสมือนการได้รับใบประกาศเกียรติคุณระดับโลกว่า สวนสัตว์แห่งนั้นคือเรือโนอาห์ที่มีความน่าเชื่อถือ มีจริยธรรม และเป็นฟันเฟืองสำคัญที่ช่วยรักษาความสมดุลของระบบนิเวศโลกไว้อย่างแท้จริง ไม่ใช่เป็นเพียงกรงขัง แต่เป็นศูนย์กลางการเรียนรู้ที่มนุษย์และสัตว์ป่าจะได้รับประโยชน์ร่วมกันอย่างยั่งยืน

ย้อนกลับไปเมื่อวันที่ 15 กุมภาพันธ์ 2506 พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร รัชกาลที่ 9 ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ รับองค์การสวนสัตว์ไว้ในพระบรมราชูปถัมภ์ และทรงพระราชทานชื่อใหม่ว่า “องค์การสวนสัตว์แห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์” นับเป็นพระมหากรุณาธิคุณอันหาที่สุดมิได้ และเป็นหมุดหมายสำคัญของการพัฒนาองค์กรสู่ความมั่นคงและยั่งยืน


“สวนสัตว์แห่งใหม่ คลองหก” คืบหน้าเกิน 80% ปั้นแลนด์มาร์กการเรียนรู้เชิงอนุรักษ์แห่งอนาคต มั่นใจเสร็จตามแผน

บุญชอบ สุทธมนัสวงษ์ ประธานคณะกรรมการองค์การสวนสัตว์แห่งประเทศไทย นำคณะกรรมการและผู้บริหาร ลงพื้นที่ติดตามความคืบหน้าโครงการก่อสร้างสวนสัตว์แห่งใหม่ บนพื้นที่พระราชทานกว่า 300 ไร่ ระยะที่ 1 ณ คลองหก ตำบลรังสิต อำเภอธัญบุรี จังหวัดปทุมธานี ซึ่งล่าสุดมีความก้าวหน้าแล้ว 80.03% และเป็นไปตามกรอบระยะเวลาที่กำหนด
โครงการก่อสร้างสวนสัตว์แห่งใหม่ ระยะที่ 1 ได้รับการออกแบบให้เป็นพื้นที่ต้นแบบด้านการอนุรักษ์และการเรียนรู้สมัยใหม่ โดยแบ่งการพัฒนาออกเป็น 4 พื้นที่หลัก ได้แก่ พื้นที่สวนสาธารณะ พื้นที่อาคารบริการ พื้นที่จัดแสดงสัตว์ และพื้นที่อาคารสนับสนุน ขณะนี้งานก่อสร้างในหลายส่วนเดินหน้าอย่างเป็นรูปธรรม โดยเฉพาะพื้นที่จัดแสดงสัตว์ ซึ่งได้เริ่มก่อสร้างโซนแอฟริกาและโซนเอเชียบางส่วนแล้ว สอดคล้องตามแผนงานที่วางไว้
ประธานคณะกรรมการองค์การสวนสัตว์แห่งประเทศไทยกล่าวย้ำว่า สวนสัตว์แห่งใหม่นี้ไม่ได้เป็นเพียงสถานที่ท่องเที่ยว หากแต่ถูกวางบทบาทให้เป็น ‘พื้นที่เรียนรู้มีชีวิต’ ที่เปิดโอกาสให้ประชาชนสัมผัสโลกของสัตว์ป่าและระบบนิเวศอย่างใกล้ชิด ผ่านประสบการณ์จริงที่เชื่อมโยงความรู้กับความรู้สึก สร้างความตระหนักถึงคุณค่าของการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน

คณะกรรมการฯ ยังได้กำชับให้ทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งรัดการดำเนินงานให้เป็นไปตามแผนและกรอบเวลาที่กำหนด เพื่อผลักดันให้สวนสัตว์แห่งใหม่ คลองหก ก้าวขึ้นเป็นโครงการสำคัญในการยกระดับบทบาทขององค์การสวนสัตว์แห่งประเทศไทย และเป็นแลนด์มาร์กด้านการเรียนรู้เชิงอนุรักษ์แห่งใหม่ของประเทศในอนาคต

สำหรับสวนสัตว์แห่งใหม่ (คลองหก) หรือสวนสัตว์ปทุมธานี คือหมุดหมายสำคัญของการยกระดับมาตรฐานสวนสัตว์ไทยสู่เวทีสากล เพื่อทดแทนสวนสัตว์ดุสิต (เขาดินวนา) เดิม พร้อมนิยามใหม่ของการเป็น ‘Smart Green Zoo’ และสวนสัตว์ชุ่มน้ำ (Wetland Zoo) แห่งแรกของโลก โครงการนี้มิได้เป็นเพียงการย้ายสถานที่ หากคือการชุบชีวิตทุ่งน้ำให้กลายเป็นห้องเรียนธรรมชาติขนาดใหญ่ และศูนย์การเรียนรู้ด้านสัตว์ป่าระดับภูมิภาคอาเซียนที่เชื่อมโยงผู้คนกับระบบนิเวศอย่างมีความหมาย
คาดว่าจะสามารถเปิดให้ประชาชนเข้าชมในระยะที่ 1 ได้ช่วงปลายปี 2569 ถึงปี 2570 ก่อนจะพัฒนาแล้วเสร็จเต็มรูปแบบในระยะที่ 2 ราวปี 2572–2573 ภาพรวมของโครงการสะท้อนความมุ่งมั่นที่จะสร้างต้นแบบสวนสัตว์ยุคใหม่ที่ผสานเทคโนโลยี การจัดการสิ่งแวดล้อม และการอนุรักษ์ไว้ในพื้นที่เดียวกันอย่างกลมกลืน

สวนสัตว์แห่งใหม่นี้ตั้งอยู่บริเวณทุ่งน้ำรังสิต คลอง 6 ตำบลรังสิต อำเภอธัญบุรี จังหวัดปทุมธานี ออกแบบพื้นที่จัดแสดงสัตว์ตามถิ่นอาศัยจริง ไม่ว่าจะเป็นโซนแอฟริกา โซนเอเชีย ส่วนจัดแสดงสัตว์ป่าไทย ตลอดจนพื้นที่อนุรักษ์และขยายพันธุ์สัตว์ ขณะเดียวกันยังพัฒนาอาคารเฉลิมพระเกียรติ ศูนย์เรียนรู้ คลังอาหารสัตว์ และระบบจัดการน้ำกับของเสียที่ทันสมัย สอดรับแนวคิดสวนสัตว์ชุ่มน้ำที่ให้ความสำคัญกับระบบนิเวศเป็นหัวใจหลัก
ระหว่างที่โครงการหลักอยู่ระหว่างก่อสร้าง องค์การสวนสัตว์แห่งประเทศไทยได้เปิดพื้นที่ Mini Zoo ธัญบุรี ให้ประชาชนเข้าชมบางส่วน โดยจัดแสดงสัตว์ขนาดเล็กและสัตว์ที่ปรับตัวได้ดี อาทิ ลีเมอร์ เต่าซูลคาต้า และนกบางชนิด เปิดให้เข้าชมโดยไม่เสียค่าใช้จ่าย 
เมื่อแล้วเสร็จ สวนสัตว์แห่งใหม่ คลองหก จะไม่ใช่เพียงสถานที่ท่องเที่ยว หากคือสัญลักษณ์ของการเปลี่ยนผ่านสู่สวนสัตว์อัจฉริยะสีเขียว ที่ทำหน้าที่ทั้งอนุรักษ์ วิจัย เรียนรู้ และสร้างประสบการณ์ร่วมกับธรรมชาติอย่างลึกซึ้ง สมกับการเป็นบทใหม่ของสวนสัตว์ไทยในศตวรรษหน้า

ก้าวต่อไปที่ไกลกว่าเดิม

จาก ‘สวนสัตว์ดุสิต’ ในอดีต สู่เครือข่ายสวนสัตว์ระดับภูมิภาค (เขาเขียว, เชียงใหม่, นครราชสีมา, สงขลา, ขอนแก่น, อุบลราชธานี) และโครงการคชอาณาจักร สุรินทร์ องค์การสวนสัตว์แห่งประเทศไทยฯ ได้พิสูจน์แล้วว่า สวนสัตว์คือสะพานที่เชื่อมโยงมนุษย์กลับสู่ธรรมชาติ
ในโลกที่เผชิญวิกฤตการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ สวนสัตว์ไม่ใช่แค่สถานที่ท่องเที่ยว แต่คือความหวังและหลักประกันของความหลากหลายทางชีวภาพที่จะถูกส่งต่อให้คนรุ่นหลังอย่างมั่นคง

ตลอดระยะเวลากว่า 7 ทศวรรษ องค์กรสวนสัตว์ฯ ระบุว่าได้ดำเนินงานตามวิสัยทัศน์ “สวนสัตว์เป็นแหล่งเรียนรู้ธรรมชาติอย่างยั่งยืน” โดยขับเคลื่อนพันธกิจสำคัญด้านการอนุรักษ์ วิจัย และฟื้นฟูสัตว์ทั้งในถิ่นและนอกถิ่นอาศัย การพัฒนาและบริหารจัดการสวนสัตว์ การส่งเสริมและพัฒนากิจกรรมการเรียนรู้ด้านสัตว์และการอนุรักษ์ธรรมชาติ ตลอดจนการดำเนินกิจการเพื่อสร้างรายได้อย่างเหมาะสมและโปร่งใส

72 ปีองค์การสวนสัตว์


ที่มา :