เหตุเกิดจากความรัก จบที่หมดตัว …รู้ทัน Romance scam อาชญากรรมทางเทคโนโลยี ที่คนไทยกำลังตกเป็นเหยื่อ

ผ่าน “เทศกาลวันวาเลนไทน์” หรือเทศกาลแห่งความรัก มาได้ไม่นาน เราเชื่อว่ากลิ่นอายแห่งความรักยังคงอบอวล เพราะ “ความรัก” เป็นสิ่งที่ชุบชูหัวใจให้ใครหลายคนได้ดำเนินชีวิตต่อไปได้และทำให้โลกนี้น่าอยู่ ทว่า ในทางกลับกัน ความรัก ก็กลายเป็นจุดเริ่มต้นที่นำพาไปสู่หายนะได้เช่นกัน โดยเฉพาะในกรณีของ Romance scam หรือการหลอกลวงด้วยความรัก ซึ่งเป็น อาชญากรรมทางเทคโนโลยี ที่ใช้ “ความรัก” เป็นเครื่องมือในการทำให้รัก กว่าจะรู้ตัวอีกทีก็โดนหลอกจนหมดตัวเสียแล้ว

ในบทความเรื่อง “กลลวงจากความเหงา “Romance scam รัก หลอก โอน” โดย อัชราภรณ์ อริยสุนทร นักวิจัยด้านกฎหมายดิจิทัลและการกำกับดูแลโครงสร้างพื้นฐาน สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (ทีดีอาร์ไอ) ได้ระบุข้อมูลทางสถิติทั้งในระดับโลกและประเทศไทยที่น่าสนใจ เกี่ยวกับมูลค่าความเสียหายที่เกิดขึ้นจาก Romance scam ว่า
“จากข้อมูลที่เปิดเผยโดย Federal Trade Commission (FTC) พบว่า ในช่วงปี 2017 – 2020 ประชาชนสูญเงินกว่า 1.3 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ จากการหลอกลวงด้วยความรัก หรือ “Romance scam” ซึ่งมากกว่าการฉ้อโกงประเภทอื่นๆ นอกจากนี้ ในปี 2023 ยังพบว่ามูลค่าความเสียหายของ Romance scam พุ่งสูงถึง 1.14 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ โดยเฉลี่ยความเสียหายอยู่ที่ 2,000 ดอลลาร์สหรัฐฯต่อคน ซึ่งนับเป็นมูลค่าที่สูงที่สุดเท่าที่เคยมีรายงานมาสำหรับกลโกงแอบอ้างตัวตน”
“ทว่า สำหรับตัวเลขสถิติคดีในประเทศไทยก็สะท้อนแนวโน้มที่น่ากังวลเช่นเดียวกัน!”
“สำนักงานตำรวจแห่งชาติได้เปิดเผยสถิติการแจ้งความคดีออนไลน์ระหว่างพ.ศ. 2565 – 2567 ของคดี Romance Scam ว่ามีจำนวนมากถึง 5,164 คดี มูลค่าความเสียหายรวมกว่า 1.6 พันล้านบาท และที่น่าตกใจไปกว่านั้นคือ Romance Scam สามารถสร้างมูลค่าความเสียหายทางการเงินต่อผู้เสียหายหนึ่งคนในจำนวนที่สูงอย่างน่าเหลือเชื่อ โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับในกรณีของ Romance scam ที่มีการทำกันเป็นขบวนการระดับอาชญากรรมข้ามชาติ”
โดยบทความเดียวกันนี้ยังให้ข้อมูลนิยามของคำว่า Romance Scam ว่าเป็นการที่มิจฉาชีพใช้เทคนิคจิตวิทยาสร้างความสัมพันธ์เชิงโรแมนติกกับเหยื่อให้เกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว เมื่อเหยื่อมีความไว้ใจก็จะเริ่มสร้างสถานการณ์เพื่อหลอกให้เหยื่อโอนเงินหรือยกสิ่งมีค่าให้ โดยมักจะสัญญาว่าจะพัฒนาความสัมพันธ์ แต่เมื่อเหยื่อหลงเชื่อจนยอมโอนเงินหรือทรัพย์สินไปให้จนหมด มิจฉาชีพก็จะปิดกั้นการติดต่อกับเหยื่อทันที จนสุดท้ายเหยื่อก็จะไม่สามารถติดต่อหรือตามตัวมิจฉาชีพผู้นี้ได้อีก

รู้ทันความต่างของ Romance scam อาชญากรรมทางเทคโนโลยี กับ scam ประเภทอื่น

เจตนาฉ้อโกงคือการ “หลอกลวง” ให้คน “หลงเชื่อ” เพื่อให้ได้ “ทรัพย์สิน” จากผู้ที่ถูกหลอก ซึ่งในปลายทางเหยื่อจะมีความคาดหวังที่แน่ชัดว่าตนจะได้รับสิ่งใดกลับมา ไม่ว่าจะเป็นการหลอกลวงเพื่อซื้อขายสินค้าที่เหยื่อย่อมคาดหวังว่าท้ายที่สุดแล้วตนจะได้รับสินค้า หรือการหลอกลวงให้ลงทุนที่เหยื่อคาดหวังจะได้ผลประโยชน์จากการลงทุน
แต่ทว่า Romance scam กลับต่างออกไป เพราะเหยื่อที่ถูกหลอกด้วยความรักส่วนมากมักจะให้ไปเพราะความผูกพันโดยไม่ได้คาดหวังผลลัพธ์ที่แน่ชัดกลับมา การจะพิสูจน์ ‘ความคาดหวัง’ ของเหยื่อจึงทำได้ยากยิ่ง ความไม่ชัดเจนนี้ส่งผลให้ลักษณะของการ ‘หลอกให้รักแล้วโอนเงิน’ กับ ‘ให้โดยเสน่หา’ นั้นมีความคล้ายคลึงกันมากเสียจนยากที่จะนิยามความแตกต่างอย่างประจักษ์
ยิ่งไปกว่านั้นผลทางกฎหมายกลับต่างกันอย่างสิ้นเชิง เพราะการให้โดยเสน่หาไม่มีความผิดตามกฎหมาย หากรูปคดีไม่ชัดเจนมากพอว่าเป็นการฉ้อโกง เช่น มีการทำกันเป็นขบวนการ ก็จะยิ่งพิสูจน์ได้ยากขึ้น จึงเป็นปัญหาในเชิงปฏิบัติสำหรับผู้บังคับใช้กฎหมายที่จะต้องพิจารณาด้วยความระมัดระวังเพื่อให้ความเป็นธรรมอย่างแท้จริง
นอกจากนี้ ในปัจจุบันความซับซ้อนของ Romance scam กลับเป็นจุดเริ่มต้นของจากการฉ้อโกงรูปแบบใหม่ คือ ‘รักหลอกลงทุน’ (Hybrid Scam) ซึ่งผสมผสานการหลอกให้รักแล้วค่อยหว่านล้อมให้ลงทุนที่สามารถสร้างมูลค่าความเสียหายได้เป็นจำนวนมากกว่าการหลอกให้โอนเงินทั่วไป ผู้เสียหายบางคนถึงกับสิ้นเนื้อประดาตัว และที่ร้ายแรงกว่านั้นอาจถึงขั้นตัดสินใจจบชีวิตลง

อัปเดตสถานการณ์ Romance Scam ในประเทศไทย และความท้าทายที่กำลังเผชิญ

ในอดีตเคยเกิดกรณีเหยื่อรู้จักชายชาวต่างชาติผ่านเว็บไซต์หาคู่ ก่อนถูกสร้างความเชื่อใจนานกว่า 2 ปี และอ้างจะสร้างครอบครัวพร้อมกับชวนลงทุนธุรกิจในต่างประเทศ ส่งผลให้เหยื่อหลงเชื่อโอนเงินรวม 42 ครั้ง มูลค่ารวมกันกว่า 21 ล้านบาท และเคยเกิดกรณีการลวงรักครั้งใหญ่ที่เหยื่อซึ่งมีตำแหน่งสูง รับผิดชอบและมีสิทธิเข้าถึงการเงินของบริษัท ถูกมิจฉาชีพ Romance Scam หลอกลวงว่ามีความต้องการจะมาลงหลักปักฐานด้วยกัน แต่ได้รับเงินมรดกมูลค่ามหาศาลและต้องการจะโอนเงินมาที่เมืองไทย ซึ่งเหยื่อจะต้องโอนเงินมาให้ก่อน ส่งผลให้เหยื่อตัดสินใจยักยอกเงินบริษัทกว่า 6,000 ล้านบาทเพื่อโอนไปยังมิจฉาชีพ จนท้ายที่สุดเหยื่อถูกดำเนินคดีฐานลักทรัพย์นายจ้างพร้อมทั้งจำคุกอีก 20 ปี

แม้สถิติคดี Romance Scam รวมถึงมูลค่าความเสียหายจะสูงอย่างมีนัยสำคัญ ทว่าในบรรดาจำนวนคดีเหล่านี้อาจไม่สะท้อนถึงเหตุที่เกิดขึ้นจริง สาเหตุสำคัญมาจากการที่ผู้เสียหายส่วนมากไม่ยอมแจ้งความดำเนินคดีซึ่งอาจเกิดขึ้นได้จากหลายปัจจัย ทั้งความอับอายเมื่อรู้ว่าตนตกเป็นเหยื่อ รวมไปถึงเชื่อว่าการแจ้งความคงไม่เกิดประโยชน์เพราะไม่สามารถดำเนินคดีกับอาชญากรได้  ดังนั้น สถานการณ์รวมไปถึงยอดความเสียหายจริงที่เกิดขึ้นจึงอาจมีมากกว่าตัวเลขที่สถิติแสดง
ปัญหาที่ตามมาคือคดี Romance scam จำเป็นต้องมีผู้เสียหายที่ได้แจ้งความร้องทุกข์ต่อตำรวจภายใต้กรอบเวลาที่กำหนด ตำรวจจึงจะมีอำนาจทำการสืบสวนคดีได้ แต่เมื่อผู้เสียหายส่วนมากเลือกที่จะไม่แจ้งความ นอกจากจะส่งผลให้ตำรวจขาดฐานข้อมูลในการติดตามตัวคนร้ายแล้ว ผู้เสียหายยังเสียสิทธิในการดำเนินคดีกับคนร้ายตามกฎหมาย ทำให้อาชญากรบางคนยังคงลอยนวลอยู่ในสังคม และอาจก่อคดีต่อไปเรื่อยๆ โดยไม่มีการบันทึกประวัติอาชญากรรม
สำหรับในประเทศไทย มีจัดตั้งศูนย์ปฏิบัติการเพื่อป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยี (ศปอท.) ให้เป็นกลไกหลักในการรับแจ้งคดีอาชญากรรมทางเทคโนโลยีผ่านระบบรับแจ้งความออนไลน์ และทำการรวบรวมข้อมูล ตรวจสอบวิเคราะห์ความเชื่อมโยงและลักษณะคดี เพื่อส่งเรื่องไปยังสถานีตำรวจหรือหน่วยงานที่มีอำนาจให้ทำการดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป รวมถึงการบังคับใช้พระราชกำหนดมาตรการป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยี พ.ศ.2566 ซึ่งมีกลไกการระงับธุรกรรมต้องสงสัยไว้เป็นการชั่วคราวได้ทันที หากได้รับแจ้งจากผู้เสียหายว่าได้มีการทำธุรกรรมกับบัญชีที่เข้าข่ายเกี่ยวข้องกับอาชญากรรมทางเทคโนโลยี

ข้อเสนอต่อภาครัฐเพื่อหยุด Romance scam อาชญากรรมทางเทคโนโลยี ในไทย

Romance scam เป็นจุดเริ่มต้นของการฉ้อโกงที่สามารถนำไปสู่อาชญากรรมข้ามชาติ ดังนั้นรัฐจึงควรมีการพัฒนากลไกและมาตรการต่างๆ เพื่อจัดการกับปัญหาดังกล่าวได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยอาจดำเนินการดังนี้
1. รัฐควรผลักดันระบบฐานข้อมูลบัญชีต้องสงสัยที่สามารถแลกเปลี่ยนข้อมูลความเสี่ยงระหว่างธนาคาร หน่วยงานบังคับใช้กฎหมาย และผู้ให้บริการที่เกี่ยวข้อง นอกจากนี้ เนื่องจาก Romance scam เป็นการฉ้อโกงที่มีลักษณะเฉพาะ เช่น การโอนเงินไปยังบุคคลที่เพิ่งรู้จักทางออนไลน์ในระยะเวลาสั้นๆ การโอนข้ามประเทศ หรือการโอนไปยังบัญชีที่มีประวัติรับเงินจากหลายบุคคลจำนวนมากในช่วงเวลาสั้น ดังนั้น รัฐจึงควรร่วมกับธนาคารในการกำหนดให้ธุรกรรมที่เข้าลักษณะดังกล่าวต้องมีระบบเตือนและยืนยันซ้ำ (enhanced confirmation) เพื่อเพิ่มโอกาสที่ผู้โอนจะทบทวนก่อนทำธุรกรรม
2. ปรับปรุงแนวปฏิบัติในการรับแจ้งเหตุให้เอื้อต่อผู้เสียหาย เนื่องจาก Romance scam มีลักษณะพิเศษคือเหยื่อจำนวนมากรู้สึกอับอายหรือรู้สึกว่าตนเอง “สมัครใจให้เงิน” จึงลังเลที่จะดำเนินคดี แนวปฏิบัติของเจ้าหน้าที่จึงควรมุ่งเน้นการแยกแยะให้ชัดเจนระหว่าง “การให้โดยเสน่หา” กับ “การให้ภายใต้การหลอกลวงอย่างเป็นระบบ” พร้อมกำหนดคู่มือการสอบสวนที่พิจารณาลักษณะและรูปแบบของการกระทำ นอกจากเพียงคำให้การผิวเผิน
3. รัฐควรใช้มาตรการเชิงป้องกันอย่างตรงจุดสำหรับการสื่อสารสาธารณะ ซึ่งควรหลีกเลี่ยงถ้อยคำที่ทำให้เหยื่อรู้สึกผิด และควรรมุ่งให้ข้อมูลเชิงรูปธรรม เช่น ตัวอย่างวิธีการหลอกลวงแบบ Hybrid Scam หรือหรือ “รักหลอกลงทุน” ซึ่งกำลังเพิ่มขึ้น มากกว่าการรณรงค์ทั่วไปที่ไม่ได้อธิบายกลไกการฉ้อโกงอย่างชัดเจน

เตือนภัยในโลกดิจิทัลยุคนี้

ยุค Cyber Resilience ไม่ใช่แค่ป้องกัน แต่ทำอย่างไรให้องค์กรฟื้นตัวจากภัยไซเบอร์ และก้าวต่อแบบไม่สะดุด

“จิตวิทยามนุษย์” จุดเริ่มต้นหายนะหลอกลวงออนไลน์ กับ 5 เกราะป้องกันก่อนตกเป็นเหยื่อ

Previous articleสาลิกาคาบข่าว Vol.45
Next article72 ปี องค์การสวนสัตว์แห่งประเทศไทย จากพระราชอุทยาน สู่ความมุ่งมั่นด้าน ESG ระดับโลก
mm
เริ่มต้นขีดเขียนในฐานะ สื่อมวลชน กับงานผู้สื่อข่าวประจำกองประชาสัมพันธ์ สถาบันเทคโนโลยีราชมงคล ในปี 2546 ก่อนไปหาประสบการณ์ชีวิตที่เมลเบิร์น ออสเตรเลียมา 1 ปี และกลับมายึดอาชีพ “นักเขียน” จริงจัง กับการเป็น กองบรรณาธิการนิตยสารชีวจิต 3 ปี หลังจากนั้นคิดว่าน่าจะเปลี่ยนสายไปทำงานในบริษัท PR agancy ได้ 6 เดือน เมื่อรู้ว่าไม่ถูกจริต เลยออกมาเป็นนักเขียนฟรีแลนซ์ประจำกองบรรณาธิการนิตยสารฟีลกู้ดอย่าง Happy+ อยู่ 1 ปี สัมภาษณ์ทั้งดาราและคนบันดาลใจ ก่อนเข้าสู่ระบบงานประจำอีกครั้งกับนิตยสาร MBA กับการเป็นนักเขียนที่รับผิดชอบในเซคชั่นหลักสูตร MBA ของสถาบันการศึกษาทั่วประเทศ สั่งสมประสบการณ์อยู่ 3 ปี ก็ได้เวลา Upskill สู่งาน Online content writer ที่ใช้ความชอบและความหลงใหลในการถ่ายทอดเรื่องราวดีๆ ความรู้ใหม่ๆ ในยุค Education 4.0 อุตสาหกรรมทางการแพทย์ ไลฟ์สไตล์ของคนรุ่นใหม่ และการท่องเที่ยวเชิงสร้างสรรค์