นับจากการผงาดขึ้นของโมเดล Generative AI ในประเทศจีนอย่าง DeepSeek และ Seedance ไปจนถึงกระแสฟีเวอร์ระดับโลกของทรัพย์สินทางปัญญา (IP) จีน อย่าง Black Myth: Wukong เกมแอ็กชันสวมบทบาท (Action RPG) ฟอร์มยักษ์ระดับ AAA พัฒนาโดย Game Science จากอิงเนื้อเรื่องจากวรรณกรรมสุดคลาสสิกเรื่องไซอิ๋ว ผู้เล่นจะรับบทเป็นผู้ถูกลิขิตหรือซุนหงอคงร่างใหม่ ออกผจญภัยปราบปีศาจด้วยกราฟิก Unreal Engine 5 ที่อลังการ และ Labubu อาร์ตทอยชื่อดัง และจากการก้าวกระโดดของเทคโนโลยีหุ่นยนต์ฮิวแมนนอยด์ระดับพระกาฬโดยบริษัท Unitree Robotics ไปจนถึงการเติบโตอย่างรวดเร็วของอุตสาหกรรมอวกาศเชิงพาณิชย์ที่สะดุดตาด้วยการปล่อยจรวดใช้ซ้ำได้อย่าง Zhuque-3 พัฒนาการเหล่านี้สะท้อนถึงพลังของภาคเอกชนจีนในช่วงปีที่ผ่านมา
ในงานสัมมนาวิสาหกิจเอกชน ณ กรุงปักกิ่ง เมื่อกลางเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา ประธานาธิบดี สี จิ้นผิง ได้เน้นย้ำถึงบทบาทสำคัญของเศรษฐกิจภาคเอกชนในการขับเคลื่อนการพัฒนาคุณภาพสูงและการสร้างความทันสมัยแบบจีน โดยระบุว่าเศรษฐกิจภาคเอกชนมีโอกาสที่กว้างไกลและศักยภาพมหาศาล และนี่คือช่วงเวลาที่เหมาะสมที่สุดสำหรับบริษัทเอกชนและผู้ประกอบการที่จะแสดงฝีมืออย่างเต็มที่ โดยชี้ให้เห็นว่า ‘อุปสงค์ในประเทศ’ จะยังคงเป็นปัจจัยสำคัญในการสร้างตลาดภายในที่แข็งแกร่ง ทั้งยังย้ำถึงความจำเป็นในการส่งเสริมการพัฒนาที่ขับเคลื่อนด้วยนวัตกรรม เพื่อเร่งสร้าง ‘เครื่องยนต์การเติบโตใหม่’ ตลอดจนการเปิดประเทศอย่างต่อเนื่องเพื่อส่งเสริมความร่วมมือแบบ Win-Win กับนานาอารยประเทศ


ขับเคลื่อนเศรษฐกิจด้วยนวัตกรรมและการเปิดประเทศ
ไป๋ ฉงเอิน คณบดีคณะเศรษฐศาสตร์และการจัดการ มหาวิทยาลัยชิงหวา ระบุว่าบริษัทเอกชนมีความไวต่อการเปลี่ยนแปลงของความต้องการผู้บริโภคมากกว่า ทำให้สามารถส่งมอบสินค้าและบริการที่ตอบโจทย์เทรนด์ใหม่ๆ ได้ทันท่วงที นอกจากนี้ยังมีข้อได้เปรียบเด่นชัดในการขับเคลื่อนนวัตกรรม โดยเฉพาะในพื้นที่ที่ยังไม่มีใครบุกเบิก แสดงให้เห็นชัดเจนว่าเอกชนจีนมีความยืดหยุ่นสูง (Agility) ไม่ได้สร้างเทคโนโลยีเพื่อขึ้นหิ้ง แต่สร้างเพื่อ Commercialization หรือการทำเงินในตลาดจริง ซึ่งเป็นจุดที่รัฐวิสาหกิจทำได้ยากกว่า ตัวอย่างเช่น
ด้านการบริโภค: ยักษ์ใหญ่เดลิเวอรีอย่าง Meituan บุกเบิกโมเดลการส่งของในเมืองด้วยโดรน โดยเปิดไปแล้ว 64 เส้นทางและส่งมอบกว่า 600,000 ออเดอร์ในปีที่ผ่านมา ขณะที่ Wenzhou Runxin Machinery พัฒนาวาล์วควบคุมการบำบัดน้ำแบบอัตโนมัติเต็มรูปแบบเพื่อตอบโจทย์อุปกรณ์คุณภาพสูง โดยในช่วงครึ่งแรกของปี 2025 วิสาหกิจเอกชนสร้างรายได้จากการขายถึง 71.7% ของทั้งประเทศ

ด้านนวัตกรรม: ปัจจุบันบริษัทเอกชนคิดเป็นกว่า 92% ของวิสาหกิจไฮเทคในจีน เช่น Longyu Robotics ที่พัฒนาเทคโนโลยีหลักสำหรับรถขนส่งอัตโนมัติขนาดหนัก ทำลายข้อจำกัดทางเทคโนโลยีจากต่างประเทศ หรือ DJI ที่กลายเป็นผู้นำโดรนระดับโลกด้วยการวิจัยและพัฒนาอย่างต่อเนื่อง
ด้านการเปิดประเทศ: แม้การค้าโลกจะมีอุปสรรค แต่ภาคเอกชนจีนครองสัดส่วนการค้าต่างประเทศถึง 57.3% ในปีที่ผ่านมา และครองแชมป์ผู้ส่งออกสูงสุดติดต่อกันเป็นปีที่ 7 โดยปัจจุบันกำลังขยายตัวไปยังต่างประเทศในกลุ่มเศรษฐกิจสีเขียว ดิจิทัล และเศรษฐกิจทางทะเล
นอกจากนี้ ประธานาธิบดี สี จิ้นผิง ยังเน้นย้ำถึงการยกระดับกรอบระเบียบและนโยบายเพื่อรองรับ ‘กฎหมายส่งเสริมเศรษฐกิจภาคเอกชน‘ (Private Economy Promotion Law) ที่ประกาศใช้เมื่อเดือนพฤษภาคมปีที่ผ่านมา เพื่อปรับปรุงสภาพแวดล้อมทางธุรกิจให้เอื้อต่อการเติบโตในอนาคต
หากจะกล่าวว่าเศรษฐกิจจีนยุค 2026 คือการผลัดใบครั้งใหญ่ก็คงไม่ผิดนัก จากเดิมจีนถูกมองเป็นโรงงานของโลกที่เน้นการผลิตจำนวนมากภายใต้การกำกับของรัฐบาล (State-Owned Enterprises) วันนี้จีนกำลังพิสูจน์ให้เห็นว่า พลังของเอกชน (Private Prowess) คืออาวุธลับที่ทรงพลังที่สุดในการคานงัดกับอิทธิพลของตะวันตก
กฎหมายส่งเสริมเอกชน คือการคืนความเชื่อมั่นที่ถูกจังหวะ
ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา ภาคเอกชนจีนเผชิญกับมรสุมการจัดระเบียบ (Regulatory Crackdown) แต่ในปี 2025-2026 เราเห็นสัญญาณการจูบปากครั้งใหม่ระหว่างรัฐบาลปักกิ่งและเหล่ามหาเศรษฐีเทคโนโลยี การบังคับใช้กฎหมายส่งเสริมเศรษฐกิจภาคเอกชนคือการส่งสัญญาณว่ารัฐหนุนหลัง เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้เกิดการลงทุนในอุตสาหกรรมแห่งอนาคตที่มีความเสี่ยงสูง เช่น อวกาศเชิงพาณิชย์และหุ่นยนต์ฮิวแมนนอยด์
กฎหมายส่งเสริมเศรษฐกิจภาคเอกชนของจีน ถือเป็นกฎหมายเฉพาะฉบับแรกที่ตราขึ้นเพื่อมุ่งเน้นการขับเคลื่อนภาคเอกชนโดยเฉพาะ ได้รับการอนุมัติจากคณะกรรมการประจำสภาประชาชนแห่งชาติเมื่อวันที่ 30 เมษายน 2025 และเริ่มมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 20 พฤษภาคม 2025 เป็นต้นมา โดยกฎหมายฉบับนี้ประกอบด้วย 9 หมวด 78 มาตรา ที่ร้อยเรียงครอบคลุมตั้งแต่การสร้างสภาพแวดล้อมการแข่งขันที่เป็นธรรม การสนับสนุนการลงทุนและการจัดหาเงินทุน ไปจนถึงการผลักดันนวัตกรรมทางเทคโนโลยีและการคุ้มครองสิทธิทางกฎหมายอย่างเป็นระบบ
หัวใจสำคัญที่ปรากฏชัดคือการสถาปนากลไกเชิงสถาบันใน 6 ด้านหลัก โดยมีการตอกย้ำหลักการของความเท่าเทียม ความเป็นธรรม และการปฏิบัติอย่างเสมอภาค เพื่อให้มั่นใจว่าวิสาหกิจเอกชนจะสามารถเข้าถึงโอกาสภายใต้ระบบรายการข้อกำหนดที่ไม่อนุญาต (Negative List) ชุดเดียวกันทั่วประเทศ ซึ่งหมายความว่าหากสาขาธุรกิจใดไม่ได้ถูกสั่งห้ามไว้ เอกชนย่อมมีสิทธิเข้าถึงได้อย่างเต็มที่และเท่าเทียมกับรัฐวิสาหกิจ นอกจากนี้ยังมีการกำหนดให้ตรวจสอบนโยบายภาครัฐอย่างเข้มงวดเพื่อป้องกันการกีดกันทางการค้า พร้อมทั้งเปิดทางให้ภาคเอกชนเข้าถึงปัจจัยการผลิตที่สำคัญ ทั้งที่ดิน ทุน เทคโนโลยี ข้อมูล และทรัพยากรสาธารณะ โดยปราศจากการเลือกปฏิบัติในการจัดซื้อจัดจ้างหรือการออกใบอนุญาต

ในส่วนของการทลายข้อจำกัดด้านการเงิน กฎหมายได้สั่งการให้สถาบันการเงินเปิดรับหลักประกันที่ยืดหยุ่นมากขึ้นสำหรับธุรกิจเอสเอ็มอี ไม่ว่าจะเป็นลูกหนี้การค้า ใบรับสินค้าในคลัง หรือแม้แต่ทรัพย์สินทางปัญญา เพื่อส่งเสริมการลงทุนในอุตสาหกรรมไฮเทคและการปรับปรุงโครงสร้างอุตสาหกรรมดั้งเดิม ควบคู่ไปกับการเปิดโครงสร้างพื้นฐานด้านการวิจัยระดับชาติให้เอกชนเข้าใช้งานร่วมกับภาครัฐเพื่อลดต้นทุนด้านนวัตกรรม และมีการจัดตั้งระบบสถิติเศรษฐกิจภาคเอกชนแบบใหม่เพื่อความโปร่งใสของข้อมูล จนถึงปัจจุบันในช่วงต้นปี 2026 กฎหมายฉบับนี้ได้กลายเป็นเสาหลักสำคัญที่รองรับแผนพัฒนาเศรษฐกิจฉบับใหม่ของจีน สะท้อนผ่านตัวเลขการจดทะเบียนธุรกิจและยอดส่งออกที่เติบโตอย่างต่อเนื่อง
ในขณะที่สหรัฐฯ พยายามปิดกั้นเทคโนโลยี (Chip War) จีนกลับใช้เอกชนเป็นกองโจรในการเจาะตลาดโลก การที่เอกชนครองสัดส่วนการค้าต่างประเทศกว่า 57% และรุกหนักในเศรษฐกิจสีเขียว (EV, Solar Cell) แสดงให้เห็นว่า จีนไม่ได้พึ่งพาแค่การส่งออกราคาถูกอีกต่อไป แต่พึ่งพา High-Value Supply Chain ที่ฝรั่งขาดไม่ได้
ถอดบทเรียนสำหรับประเทศไทย ควรขยับอย่างไรในเกมนี้?
ความสำเร็จของเอกชนจีนไม่ใช่เรื่องบังเอิญ แต่เกิดจากโครงสร้างที่รัฐบาลขีดเส้นให้เล่น แล้วปล่อยให้ฟัดกันเอง จนได้ผู้ชนะที่แข็งแกร่งที่สุด (Survival of the fittest) โดยเบื้องหลังที่ต้องคำนึงถึงคือ
นโยบายต้องชัดเจนและต่อเนื่อง: ไม่ใช่แค่คำประกาศบนเวที แต่คือการแปลงยุทธศาสตร์ให้เป็นกฎหมายและกลไกเชิงโครงสร้างที่ผูกพันระยะยาว ตัวอย่างสำคัญคือกรอบกฎหมายอย่าง Private Economy Promotion Law ซึ่งถูกออกแบบมาเพื่อยืนยันสถานะของภาคเอกชนในระบบเศรษฐกิจอย่างเป็นทางการ ลดความคลุมเครือทางกฎระเบียบ และสร้างหลักประกันว่าการลงทุนในเทคโนโลยี นวัตกรรม หรืออุตสาหกรรมเสี่ยงสูงจะไม่สะดุดเพราะการเปลี่ยนอารมณ์เชิงนโยบาย ความชัดเจนเช่นนี้ทำให้เอกชนกล้าลงทุนในธุรกิจที่ต้องใช้เงินมหาศาลและระยะเวลาคืนทุนยาว เช่น หุ่นยนต์ฮิวแมนนอยด์ของ Unitree Robotics หรืออุตสาหกรรมอวกาศเชิงพาณิชย์ที่มีผู้เล่นอย่าง LandSpace พัฒนาโครงการจรวดใช้ซ้ำได้อย่าง Zhuque-3 เพราะต่างมั่นใจว่าทิศทางในการขับเคลื่อนประเทศจะไม่หักศอกกลางทาง การสนับสนุนด้านภาษี เงินทุนวิจัย เขตเศรษฐกิจพิเศษ หรือการจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐ ล้วนถูกวางไว้ในกรอบยุทธศาสตร์เดียวกัน และเดินหน้าอย่างต่อเนื่องหลายปี
![]()
หัวใจสำคัญจึงไม่ใช่แค่การอัดฉีดเงิน แต่คือเสถียรภาพของความคาดหวัง (Policy Predictability) นักลงทุนรู้ว่าหากลงทุนในเซมิคอนดักเตอร์ EV หรือ AI วันนี้ อีก 5–10 ปีข้างหน้า นโยบายจะยังเดินไปในทิศทางเดียวกัน ความเสี่ยงทางการเมืองจึงลดลง การเข้าถึงแหล่งทุนทำได้ง่ายและคุ้มค่ามากขึ้น และการตัดสินใจลงทุนเดินหน้าได้อย่างฉับไว
ในทางกลับกัน ปัญหาของไทยไม่ได้อยู่ที่ขาดไอเดีย S-Curve หรือยุทธศาสตร์อุตสาหกรรมใหม่ หากแต่อยู่ที่ความไม่ต่อเนื่อง เมื่อเกิดการเปลี่ยนขั้วทางการเมือง นโยบายเดิมอาจถูกชะลอ ปรับทิศ หรือยกเลิก นักลงทุนจึงไม่มั่นใจว่าจะเดินเกมยาวได้หรือไม่ ผลลัพธ์คือโครงการขนาดใหญ่สะดุด สตาร์ทอัพขาดแรงหนุนระยะยาว และเอกชนเลือกลงทุนในธุรกิจที่คืนทุนเร็วแทนที่จะเสี่ยงใน Deep Tech ดังนั้น สิ่งที่ไทยต้องการไม่ใช่เพียงแผนยุทธศาสตร์บนกระดาษ แต่คือกฎหมายระดับโครงสร้างที่ทำหน้าที่เป็นหลักประกันให้ระบบนิเวศนวัตกรรมเดินหน้าต่อได้ ไม่ว่าใครจะเป็นรัฐบาล กฎหมายดังกล่าวควรกำหนดกรอบสนับสนุนที่ชัดเจน ทั้งสิทธิประโยชน์ทางภาษีสำหรับ R&D กลไกกองทุนร่วมลงทุนภาครัฐ-เอกชน การคุ้มครองทรัพย์สินทางปัญญา และมาตรการจัดซื้อจัดจ้างที่เปิดโอกาสให้เทคโนโลยีไทยได้ทดลองใช้จริงในระบบรัฐ เมื่อเอกชนมั่นใจว่าจะไม่เปลี่ยนกติกากลางคัน ก็จะกล้าลงทุนในอุตสาหกรรมแห่งอนาคตมากขึ้น และเมื่อเงินทุนไหลเข้าสู่เทคโนโลยีขั้นสูงอย่างต่อเนื่อง ประเทศไทยก็จะค่อยๆ สร้างขีดความสามารถใหม่ที่แข็งแกร่งและเป็นแต้มต่อที่ยากจะต่อกรขึ้นมาเอง บทเรียนจากจีนจึงไม่ใช่เพียงการอุ้มเอกชน แต่คือการวางรากฐานนโยบายระยะยาวที่ชัดเจนและมั่นคง เพื่อให้ขบวนรถไฟแห่งนวัตกรรมวิ่งต่อได้โดยไม่สะดุด เพราะการแข่งขันในโลกยุคใหม่ ความไม่แน่นอนทางนโยบายคือศัตรูเงียบที่บั่นทอนและกัดกร่อนศักยภาพประเทศอย่างช้าๆ แต่รุนแรงที่สุด

สร้าง National Champion ที่เป็นเอกชน: แนวคิดนี้ของจีน ไม่ได้หมายถึงการเลือกบริษัทใดบริษัทหนึ่งขึ้นมาอุ้มชูแบบผูกขาด แต่คือการสร้างสนามแข่งขันที่ดุเดือดและมีทิศทางชัดเจน แล้วปล่อยให้ผู้เล่นที่แข็งแรงที่สุดเติบโตขึ้นมาเองภายใต้แรงกดดันของตลาดจริง กรณีของ DJI ไม่ได้เกิดจากการประกาศว่านี่คือ National Champion แล้วรัฐอัดงบให้แบบไร้เงื่อนไข แต่เกิดจากระบบนิเวศที่เอื้อต่อ Deep Tech ตั้งแต่การเข้าถึงวิศวกรคุณภาพสูง การสนับสนุนด้าน R&D การเปิดพื้นที่ทดสอบเทคโนโลยีจริง และตลาดภายในประเทศที่ใหญ่พอให้ทดลองและขยายขนาด เมื่อบริษัทพิสูจน์ตัวเองได้ในบ้าน จึงออกไปชนะในตลาดโลก เช่นเดียวกับ Meituan ที่เริ่มจากแพลตฟอร์มดีลส่วนลด ก่อนจะขยายสู่ซูเปอร์แอปฯ ด้านบริการในเมือง ครอบคลุมเดลิเวอรีอาหาร การเดินทาง และล่าสุดทดลองใช้โดรนส่งสินค้า เมืองจีนทำหน้าที่เป็นสนามทดสอบขนาดยักษ์ที่มีทั้งความต้องการผู้บริโภคมหาศาลและการแข่งขันสูงลิ่ว ผู้เล่นที่รอดจึงไม่ใช่ผู้ที่ได้รับอภิสิทธิ์ แต่คือผู้ที่ผ่านการคัดกรองจากตลาดที่โหดที่สุดในโลก
หัวใจของการสร้าง National Champion แบบจีนจึงมีอย่างน้อยสามชั้นซ้อนกันอยู่ หนึ่งคือ นโยบายที่กำหนดทิศทางอุตสาหกรรมชัด เช่น AI, EV, Robotics, Green Tech สองคือ ระบบทุนและโครงสร้างพื้นฐานที่ทำให้สตาร์ทอัพเข้าถึงเงินทุน วิจัย และบุคลากรได้จริง และสามคือ การแข่งขันที่เปิดกว้าง ไม่ล็อกผลลัพธ์ไว้ล่วงหน้า ใครเก่งจริงก็โตได้

เมื่อหันกลับมามองไทย ปัญหาคือเรามักหมกหมุ่นอยู่กับทุนใหญ่ทุนเดิมซ้ำๆ การสนับสนุนจำนวนมากไหลไปยังกลุ่มธุรกิจที่แข็งแรงอยู่แล้ว ขณะที่ Tech Startup เลือดใหม่ที่มีศักยภาพสูงกลับถูกบอนไซ ทั้งด้านเงินทุน กฎระเบียบ และการเข้าถึงตลาดจริง ระบบนิเวศจึงไม่สมบูรณ์พอจะผลักดันผู้ท้าชิงรายใหม่ให้ก้าวขึ้นมาเป็นหัวหมู่ทะลวงฟัน ดังนั้นการสร้าง National Champion ของไทยจึงควรเริ่มจากการออกแบบระบบมากกว่าการเลือกผู้ชนะล่วงหน้า รัฐต้องทำหน้าที่สร้างสนาม ไม่ใช่เลือกทีมด้วยอคติ ต้องต้ั้งหลักให้ถูกตั้งแต่กฎหมายที่เอื้อต่อการระดมทุน Venture Capital การให้สิทธิประโยชน์ด้านภาษีกับ R&D การเปิดข้อมูลภาครัฐ (Open Data) เพื่อให้สตาร์ทอัพนำไปต่อยอด ไปจนถึงการจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐที่โปร่งใส นอกจากนี้ ไทยต้องคิดที่จะโตในระดับภูมิภาคหรือระดับโลกตั้งแต่วันแรก หากตลาดในประเทศเล็ก การออกแบบโมเดลธุรกิจต้องมองอาเซียนเป็นฐานทันที ไม่ต่างจากที่บริษัทจีนมองตลาดโลกตั้งแต่ต้น การสร้าง National Champion จึงไม่ใช่แค่ทำให้บริษัทเติบโตในประเทศ แต่ต้องทำให้มีขีดความสามารถแข่งขันในเวทีสากล ทั้งด้านเทคโนโลยี มาตรฐาน และแบรนด์
บทเรียนจากจีนจึงมีความชัดเจนมากว่า National Champion ไม่ได้เกิดจากการกระเตงให้รอด แต่เกิดจากการสร้างระบบที่เข้มแข็งพอให้คนเก่งจริงเติบโตจนชนะเองได้ หากไทยยังยึดติดกับการปกป้องผู้เล่นรายเดิม เราอาจรักษาเสถียรภาพระยะสั้นได้ แต่จะไม่มีวันได้ดาวเด่นดวงใหม่ที่พาประเทศทะยานขึ้นในเกมเทคโนโลยีโลกที่การแข่งขันดุเดือดเลือดพล่าน

Soft Power ต้องมี Technology รองรับ: หากมองผิวเผิน Labubu อาจเป็นเพียงอาร์ตทอยหน้าตาน่ารักที่ปลุกกระแสสะสมไปทั่วโลก และ Black Myth: Wukong ก็อาจดูเหมือนเกมแอ็กชันฟอร์มยักษ์ที่หยิบไซอิ๋วมาเล่าใหม่ให้ดุดันร่วมสมัย แต่หากซูมลึกลงไป จะเห็นว่าสิ่งที่จีนกำลังทำไม่ใช่แค่ขายวัฒนธรรม แต่วางโครงสร้างอุตสาหกรรมที่ทำให้วัฒนธรรมกลายเป็นเครื่องจักรสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจอย่างเป็นระบบ Labubu ภายใต้อาณาจักร Pop Mart ไม่ได้รับความนิยมอย่างล้นหลาม เพราะดีไซน์น่ารักเพียงอย่างเดียว แต่เติบโตเพราะมีระบบข้อมูลรองรับทุกการตัดสินใจ ตั้งแต่การวิเคราะห์พฤติกรรมผู้บริโภค การออกแบบคอลเลกชันแบบจำกัดจำนวนเพื่อกระตุ้นอุปสงค์ ไปจนถึงการบริหารซัพพลายเชนที่ยืดหยุ่นสูง โรงงานสามารถผลิตล็อตเล็กเพื่อทดสอบตลาด และเร่งกำลังผลิตทันทีเมื่อกระแสตอบรับพุ่งขึ้น การกระจายสินค้าผสานทั้งออนไลน์และออฟไลน์อย่างแนบแน่น ทำให้สินทรัพย์ทางปัญญา (IP) ไม่ได้เป็นเพียงของสะสม แต่กลายเป็นแพลตฟอร์มธุรกิจที่หมุนด้วยข้อมูล เทคโนโลยี และกลยุทธ์การตลาดดิจิทัลที่แม่นยำ ภาพเดียวกันปรากฏชัดในกรณีของ Black Myth: Wukong เกมนี้ไม่ได้เพียงหยิบวรรณกรรมคลาสสิกอย่างไซอิ๋วมาตีความใหม่ หากแต่ยกระดับการผลิตสู่มาตรฐาน AAA ด้วยเทคโนโลยีกราฟิกขั้นสูง เปิดตัวสู่ตลาดโลกอย่างมั่นใจ และวางตำแหน่งตนเองในฐานะสินค้าวัฒนธรรมที่แข่งขันได้กับค่ายตะวันตก จีนไม่ได้ส่งออกเรื่องเล่าเพียงอย่างเดียว แต่ส่งออกเรื่องเล่าที่ถูกห่อหุ้มด้วยเทคโนโลยี การลงทุนด้านวิจัยและพัฒนา และระบบจัดจำหน่ายระดับสากล วัฒนธรรมจึงไม่ได้ลอยอยู่ในเชิงสัญลักษณ์ หากถูกฝังเข้าไปในห่วงโซ่มูลค่าที่ครบวงจร ตั้งแต่การสร้าง IP การพัฒนาเทคโนโลยี การผลิต การตลาด จนถึงการขยายสเกลทั่วโลก
นี่คือจุดต่างสำคัญ จีนไม่ได้มอง Soft Power เป็นเพียงเครื่องมือสร้างภาพลักษณ์ แต่เป็นส่วนหนึ่งของยุทธศาสตร์เศรษฐกิจที่ต้องเชื่อมกับโครงสร้างดิจิทัล ซัพพลายเชน และเงินทุนอย่างแนบแน่น รัฐกำหนดทิศทาง เอกชนแข่งขันกันอย่างดุเดือด เทคโนโลยีทำหน้าที่เป็นกระดูกสันหลังรองรับทั้งระบบ ผลลัพธ์จึงไม่ใช่กระแสชั่วคราว หากคือการก่อรูปอุตสาหกรรมใหม่ที่ทำเงินได้จริงในตลาดโลก
เมื่อหันกลับมามองไทย เรามีต้นทุนทางวัฒนธรรมสูงอย่างไม่ต้องสงสัย ไม่ว่าจะเป็นตำนานพื้นบ้าน ศิลปะ งานคราฟต์ อาหาร หรือมวยไทย แต่คำถามสำคัญไม่ใช่ว่าเรามีวัฒนธรรมหรือไม่ หากคือเรามีระบบที่จะเปลี่ยนวัฒนธรรมนั้นให้กลายเป็นมูลค่าเชิงพาณิชย์ในยุคดิจิทัลหรือยัง จีนพิสูจน์แล้วว่า Soft Power จะทรงพลังได้ก็ต่อเมื่อมีเทคโนโลยีเป็นโครงสร้างรองรับ และเมื่อวัฒนธรรมถูกผนวกเข้ากับนวัตกรรมอย่างแนบสนิท จะไม่ใช่เพียงเรื่องเล่าที่น่าภาคภูมิใจแต่ไร้ราคา แต่จะกลายเป็นอาวุธทางเศรษฐกิจที่คมกริบในเวทีโลก
การทูตเศรษฐกิจเชิงรุก: ไม่ใช่เพียงการเดินสายพบผู้นำประเทศหรือเซ็น MOU บนเวที แต่คือการวางหมากให้ประเทศเข้าไปอยู่ในห่วงโซ่มูลค่าของอุตสาหกรรมอนาคตอย่างมีบทบาทและมีอำนาจต่อรอง เมื่อบริษัทจีนรุกหนักในเศรษฐกิจสีเขียว ไม่ว่าจะเป็น EV แบตเตอรี่ โซลาร์เซลล์ หรือเทคโนโลยีดิจิทัลขั้นสูง ไทยมีทางเลือกสองทาง หนึ่งคือเป็นตลาดปลายทางที่นำเข้าสินค้าและเทคโนโลยีสำเร็จรูป สองคือขยับสถานะเป็น ฐานการผลิตและวิจัย ที่เชื่อมต่ออยู่ในห่วงโซ่มูลค่าระดับภูมิภาค หากเลือกทางแรก ไทยจะได้เพียงความสะดวกและราคาที่แข่งขันได้ แต่หากเลือกอีกทาง ไทยจะได้ทุกอย่างทั้งการสร้างงาน องค์ความรู้ ทักษะแรงงาน และอำนาจต่อรองในระยะยาว ซึ่งการเป็น R&D Hub ไม่ได้หมายถึงการมีอาคารวิจัยสวยๆ เพียงไม่กี่แห่ง แต่คือการออกแบบทั้งระบบให้บริษัทต่างชาติมองเห็นความคุ้มค่าในการตั้งฐานบัญชาการรบที่นี่ ตัวอย่างเช่น หากผู้ผลิตแบตเตอรี่รายใหญ่จากจีนเข้ามาตั้งโรงงานประกอบในไทย รัฐควรต่อยอดด้วยมาตรการจูงใจให้ตั้งศูนย์วิจัยทดสอบแบตเตอรี่ในประเทศ ไม่ใช่แค่สายการผลิตปลายน้ำ สิทธิประโยชน์ทางภาษีควรถูกผูกกับกิจกรรม R&D จริง การถ่ายทอดเทคโนโลยีจริง และการจ้างวิศวกรไทยจริง ไม่ใช่เพียงยอดการลงทุนตามตัวเลข

หัวใจสำคัญอยู่ที่คุณภาพของดีล มากกว่าปริมาณเงินลงทุน การเจรจาต้องมองไกลกว่าโรงงาน 1 แห่ง แต่ต้องถามว่าในอีก 5–10 ปี ไทยจะได้อะไรจากการเป็นส่วนหนึ่งของห่วงโซ่อุปทานนั้น เราจะมีซัพพลายเออร์ท้องถิ่นที่แข็งแกร่งขึ้นหรือไม่ มหาวิทยาลัยไทยได้ร่วมทำวิจัยหรือไม่ และคนไทยได้พัฒนาทักษะขั้นสูงหรือไม่ อย่างไร ขณะเดียวกัน อีกด้านหนึ่งคือการดึงดูดบุคลากรมากความสามารถ ซึ่งเป็นปัจจัยชี้ขาดในเศรษฐกิจดิจิทัล หากไทยต้องการเป็นฐานวิจัย AI หุ่นยนต์ หรือเทคโนโลยีพลังงานสะอาด เราต้องแข่งขันเพื่อแย่งชิงนักวิจัย วิศวกร และผู้ประกอบการจากทั่วโลก นโยบายวีซ่าทำงานระยะยาว ภาษีเงินได้ที่จูงใจ โครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลที่มีประสิทธิภาพ รวมถึงคุณภาพชีวิตที่ดี ล้วนเป็นองค์ประกอบที่ทำให้ผู้เชี่ยวชาญตัดสินใจปักหลัก ไม่ใช่มาเพียงระยะสั้น
การทูตเศรษฐกิจเชิงรุกจึงหมายถึงการผสานกระทรวงการต่างประเทศ การลงทุน อุตสาหกรรม และการศึกษาเข้าด้วยกันอย่างมียุทธศาสตร์เดียว ไม่ใช่ต่างคนต่างทำ ไทยต้องรู้ชัดว่าอุตสาหกรรมเป้าหมายคืออะไร เช่น แบตเตอรี่ขั้นสูง ระบบกักเก็บพลังงาน AI ประยุกต์ในอุตสาหกรรม หรือเทคโนโลยีเกษตรแม่นยำ แล้วเดินหน้าเจรจาเชิงลึกกับบริษัทชั้นนำในสาขานั้นโดยตรง หากทำได้สำเร็จ ไทยจะเป็นประเทศที่มีส่วนร่วมในการออกแบบระบบแบตเตอรี่รุ่นถัดไป และไม่ใช่เพียงผู้ใช้แพลตฟอร์มดิจิทัล แต่เป็นฐานที่พัฒนาโค้ด วิจัยอัลกอริทึม และสร้างสตาร์ทอัพที่ต่อยอดเทคโนโลยีเหล่านั้นได้ไม่รู้จบ
ในโลกที่การแข่งขันด้านเทคโนโลยีทวีความเข้มข้น การวางตัวเป็นตลาดอย่างเดียวอาจทำให้เติบโตได้ระยะสั้น แต่การยกระดับเป็นฐานผลิตและวิจัยจะทำให้ไทยมีที่ยืนในเกมระยะยาว และนั่นคือสาระสำคัญของการทูตเศรษฐกิจเชิงรุกอย่างแท้จริง
ด้วยเหตุนี้ ในปี 2026 จีนไม่ได้สู้ด้วยจำนวนประชากรอีกต่อไป แต่สู้ด้วยความชาญฉลาดและความแข็งแกร่งของเอกชนที่มีรัฐเป็นลมใต้ปีก ประเทศไทยต้องอ่านเกมนี้ให้ขาด ว่าเราจะเป็นได้แค่ตลาดให้คนอื่นมาขายของ หรือจะติดอาวุธเพื่อฉายแสง และเป็นพันธมิตรที่เติบโตไปพร้อมกับเทรนด์ใหม่นี้
ที่มา :
- Private economy: A key actor in advancing China’s economic priorities in 2026 and beyond
- https://www.chinadaily.com.cn/a/202505/19/WS682a910da310a04af22c0299.html












