ปลุกพลัง ‘Made in Thailand’ เมื่อ BOI กางตำราปั้นไทยให้เป็นฮับ EV และเครื่องใช้ไฟฟ้าอัจฉริยะ

ในโลกที่ห่วงโซ่อุปทาน (Supply Chain) กำลังถูกจัดระเบียบใหม่ การพึ่งพาจมูกคนอื่นหายใจด้วยการนำเข้าวัตถุดิบจากต่างประเทศเพียงอย่างเดียวอาจไม่ใช่คำตอบที่ยั่งยืนอีกต่อไป ล่าสุดคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) ได้ประกาศมาตรการที่เรียกได้ว่าเป็นยาแรงและโอกาสทองครั้งสำคัญ เพื่อผลักดันอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้า (EV) และเครื่องใช้ไฟฟ้าอัจฉริยะในประเทศไทยให้ก้าวกระโดดไปอีกขั้น


ยกระดับจากโรงงานประกอบ สู่ระบบนิเวศการผลิตเต็มรูปแบบ

หัวใจของมาตรการนี้ไม่ได้อยู่ที่การดึงโรงงานมาตั้งไลน์ประกอบในประเทศไทยเพื่อขันน็อต ติดโลโก้ แล้วส่งออก หากแต่อยู่ที่ความพยายามเพาะบ่มจากข้างใน ให้โครงสร้างอุตสาหกรรมไทยหยั่งรากอย่างแท้จริง ผ่านเงื่อนไข Local Content ที่เข้มข้น โดยต้องเป็นโครงการลงทุนที่ยื่นขอรับการส่งเสริมการลงทุนใหม่ หรือโครงการที่ได้รับการส่งเสริมอยู่แล้ว และยังไม่หมดสิทธิยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคล (สรุปง่ายๆ คือต้องเป็นโครงการใหม่ หรือโครงการเดิมที่สิทธิประโยชน์ด้านภาษียังไม่หมดอายุ) รวมถึงกำหนดให้ผู้ประกอบการที่ต้องการรับสิทธิประโยชน์ต้องผ่านการรับรองเครื่องหมาย Made in Thailand (MiT) จากสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทยเท่านั้น ซึ่งไม่ใช่เพียงตราสัญลักษณ์บนบรรจุภัณฑ์ แต่คือกลไกเชิงโครงสร้างที่รัฐใช้เป็นคันโยกบังคับให้เกิดมูลค่าเพิ่มภายในประเทศอย่างเป็นรูปธรรม

ที่ผ่านมา โมเดลการพัฒนาอุตสาหกรรมของหลายประเทศรวมถึงไทย มักหยุดอยู่ที่การเป็นฐานประกอบ นำเข้าชิ้นส่วนหลักจากต่างประเทศ แล้วสร้างมูลค่าเพิ่มเพียงปลายทาง ผลลัพธ์คือเกิดการจ้างงานบางส่วน แต่เทคโนโลยี องค์ความรู้ และกำไรส่วนใหญ่ยังคงไหลกลับไปยังประเทศต้นทางของนวัตกรรม มาตรการใหม่นี้กำลังส่งสัญญาณชัดเจนว่าแนวทางดังกล่าวไม่เพียงพออีกต่อไป หากต้องการสิทธิประโยชน์ ผู้ผลิตต้องพิสูจน์ให้ได้ว่าสินค้านั้นมีสัดส่วนชิ้นส่วนที่ผลิตในประเทศตามเกณฑ์ที่กำหนด มีซัพพลายเออร์ไทยอยู่ในห่วงโซ่อุปทาน และผ่านกระบวนการตรวจสอบที่มาของต้นทุนอย่างละเอียด นั่นหมายความว่า การลงทุนหนึ่งโรงงานจะไม่สามารถยืนอยู่โดดเดี่ยวได้อีกต่อไป แต่ต้องเชื่อมโยงกับผู้ผลิตวัตถุดิบ ผู้ผลิตชิ้นส่วนต้นน้ำ วิศวกร แรงงานทักษะ ระบบมาตรฐานคุณภาพ และบริการสนับสนุนอื่นๆ ทั้งหมดต้องขยับไปพร้อมกันเป็นระบบนิเวศเดียวกัน
เครื่องหมาย MiT จึงทำหน้าที่เสมือนด่านกรองที่คัดแยกระหว่างสินค้าที่เพียงอาศัยประเทศไทยเป็นจุดประกอบขั้นสุดท้าย ออกจากสินค้าที่มีรากฐานการผลิตและมูลค่าเพิ่มฝังอยู่ในประเทศอย่างแท้จริง เพราะการรับรองไม่ได้พิจารณาเพียงสถานที่ประกอบขั้นสุดท้าย แต่ลงลึกถึงสัดส่วนต้นทุนที่เกิดในประเทศ แหล่งที่มาของวัตถุดิบ การผลิตชิ้นส่วนสำคัญ และการจ้างงานภายในประเทศ ภาครัฐกำลังใช้มาตรการสนับสนุนนี้เป็นเครื่องมือกำกับทิศทางการลงทุนให้เดินไปสู่การสร้างฐานผลิตจริงๆ
นอกจากนี้ ในโลกที่ห่วงโซ่อุปทานผันผวนจากความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์และวิกฤตเศรษฐกิจ การพึ่งพาการนำเข้าเกือบทั้งหมดคือความเปราะบางเชิงยุทธศาสตร์ ตรงกันข้าม หากโครงสร้างการผลิตฝังรากลึกอยู่ภายในประเทศ ต้นทุนโลจิสติกส์จะลดลง ความเสี่ยงจะกระจายตัว เกิดการถ่ายทอดเทคโนโลยี และเปิดพื้นที่ให้ผู้ประกอบการไทยโดยเฉพาะเอสเอ็มอีเติบโตเคียงข้างอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ ที่สำคัญที่สุดคือมูลค่าเพิ่มจะหมุนเวียนอยู่ในเศรษฐกิจไทย ไม่ใช่เพียงค่าแรง แต่รวมถึงกำไร สรรพความรู้ และขีดความสามารถในการแข่งขันระยะยาว
ท้ายที่สุด มาตรการนี้จึงไม่ใช่เพียงนโยบายกระตุ้นการลงทุนระยะสั้น หากแต่เป็นความพยายามปรับฐานคิดของประเทศ จากการเป็นฐานรับจ้างผลิต สู่การเป็นฐานสร้างอุตสาหกรรมที่ครบวงจรและต่อยอดได้ด้วยตนเอง ไม่ใช่แค่พอใจกับบทบาทปลายทางของห่วงโซ่คุณค่า แต่จะสร้างห่วงโซ่นั้นขึ้นมาจากรากของตนเองอย่างแท้จริง

เจาะลึก ‘เป้าหมาย’ และ ’แต้มต่อ‘ ของแต่ละกลุ่มธุรกิจ

มาตรการนี้ไม่ได้หว่านแห แต่เล็งเป้าไปที่กลุ่มอุตสาหกรรมแห่งอนาคต โดยกำหนดสัดส่วนการใช้ชิ้นส่วนในประเทศไว้อย่างเป็นรูปธรรม ดังนี้
สรุปเกณฑ์สัดส่วนชิ้นส่วนในประเทศ (Local Content) – ประกาศ BOI 6/2568
  • รถยนต์ไฟฟ้า BEV (รถยนต์ไฟฟ้า 100% ใช้พลังงานจากแบตเตอรี่เพียงอย่างเดียว ไม่มีเครื่องยนต์สันดาป ไม่มีถังน้ำมัน ต้องชาร์จไฟจากภายนอกเท่านั้น): 40%
  • รถยนต์ไฟฟ้า PHEV (รถยนต์ปลั๊กอินไฮบริด มีทั้งมอเตอร์ไฟฟ้าและเครื่องยนต์น้ำมัน สามารถชาร์จไฟจากภายนอกได้ และยังเติมน้ำมันได้เหมือนรถปกติ): 45%
  • รถโดยสารและรถบรรทุกไฟฟ้า: 40%
  • อุปกรณ์สำหรับยานพาหนะไฟฟ้า: 15%
  • เครื่องใช้ไฟฟ้าอัจฉริยะ (Smart Appliance): 40%
  • อิเล็กทรอนิกส์อัจฉริยะ (Smart Electronics): 40%
  • เครื่องใช้ไฟฟ้าทั่วไป (Electrical Appliance): 40%
ตัวเลข ‘มูลค่าการใช้ชิ้นส่วนในประเทศไทยต่อมูลค่าวัตถุดิบทั้งสิ้น‘ เหล่านี้คือโจทย์ที่มาพร้อมกับ รางวัลมหาศาล เพราะหากทำได้ตามเงื่อนไข สิทธิประโยชน์ที่ได้รับคือ การลดหย่อนภาษีเงินได้นิติบุคคลสำหรับกำไรสุทธิถึง 50% เป็นระยะเวลา 2 ปี ซึ่งถือเป็นส่วนต่างที่ช่วยเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันได้อย่างมหาศาล

ลมใต้ปีกของเอสเอ็มอีและผู้ผลิตไทย

การกำหนดสัดส่วน Local Content สูงถึง 40-45% ไม่ได้เป็นเพียงข้อบังคับสำหรับยักษ์ใหญ่ผู้ผลิตรถยนต์เท่านั้น แต่คือแรงดึงดูดที่จะทำให้ค่ายรถระดับโลกและบิ๊กเนมในวงการเครื่องใช้ไฟฟ้าต้องหันมามองหาพันธมิตรที่เป็นผู้ผลิตชิ้นส่วนในประเทศไทย
นี่คือโอกาสล้ำค่าของเอสเอ็มอีไทยโรงงานผลิตชิ้นส่วนพลาสติก ยาง โลหะ หรือแผงวงจร จะถูกดึงเข้าสู่ห่วงโซ่อุปทานระดับโลกทันที ผู้ประกอบการไทยจะได้รับการถ่ายทอดเทคโนโลยี เพราะเมื่อต้องผลิตในไทย มาตรฐานการผลิตและการวิจัยพัฒนา (R&D) จะถูกยกระดับขึ้นโดยอัตโนมัติ
เป็นการสร้างความยืดหยุ่นของห่วงโซ่อุปทาน ช่วยลดความเสี่ยงจากการขาดแคลนชิ้นส่วนจากการขนส่งทางไกลหรือความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์

เส้นตายที่ผู้ประกอบการต้องรู้

โอกาสทองนี้มีกรอบเวลาที่ชัดเจน เพื่อกระตุ้นให้เกิดการลงทุนจริงอย่างรวดเร็วโดยต้องยื่นขอสิทธิประโยชน์ภายใน วันทำการสุดท้ายของปี 2569 รวมถึงต้องยื่นหลักฐานการรับรอง MiT และทำตามเงื่อนไขสัดส่วนชิ้นส่วนให้สำเร็จก่อนสิทธิยกเว้นภาษีเดิมจะสิ้นสุด และไม่เกิน วันทำการสุดท้ายของปี 2570

ก้าวสำคัญสู่การเป็น Content Hub ของภูมิภาค

ประกาศฉบับนี้ไม่ใช่เพียงแค่กระดาษทางราชการ แต่คือ Roadmap ที่จะเปลี่ยนโฉมหน้าโรงงานในไทย จากผู้รับจ้างผลิตไปสู่ฐานการผลิตเชิงยุทธศาสตร์ที่มหยั่งรากลึกในแผ่นดินไทย หากมองในภาพกว้าง นี่คือการสร้างงาน สร้างรายได้ และสร้างความมั่นคงทางอุตสาหกรรมที่จะทำให้คำว่า Made in Thailand กลายเป็นสัญลักษณ์ของเทคโนโลยีและความยั่งยืนในระดับสากล
ใครที่ขยับตัวก่อนในเกมนี้ ไม่ใช่แค่จะได้ลดหย่อนภาษี แต่จะได้ที่ยืนในอุตสาหกรรมใหม่ที่กำลังจะครองโลก!

ที่มา : ประกาศคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุนที่ ๖ / ๒๕๖๘ เรื่อง มาตรการส่งเสริมการใช้ชิ้นส่วนในประเทศไทย สำหรับอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้าและเครื่องใช้ไฟฟ้า