บทวิเคราะห์: ฉากทัศน์ “สงครามอิหร่าน 2026” และประวัติศาสตร์เปรียบเทียบ “ความขัดแย้งอิหร่าน-สหรัฐอเมริกา”

การทำความเข้าใจผลกระทบของสงครามระหว่าง “อิหร่าน” กับ “สหรัฐอเมริกา” และ “พันธมิตร” จำเป็นต้องย้อนกลับไปยังรากฐานทางประวัติศาสตร์การเมืองของ “อิหร่าน”

โดยเฉพาะอย่างยิ่ง “การปฏิวัติอิสลาม” ในปี 1979 ซึ่งถือเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญที่สุดในศตวรรษที่ 20 ของ “ตะวันออกกลาง”
ก่อนหน้านั้น “อิหร่าน” อยู่ภายใต้การปกครองของ “ชาห์ โมฮัมหมัด เรซา ปาห์ลาวี” ผู้ซึ่งได้รับการสนับสนุนจาก “สหรัฐอเมริกา” และ “อังกฤษ” หลังการรัฐประหารปี 1953 ที่โค่นล้มรัฐบาลของนายกรัฐมนตรี “โมฮัมหมัด มอสซาเด็ค”
การรัฐประหารดังกล่าว เป็นผลจากการที่ “มอสซาเด็ค” พยายามโอน “กิจการน้ำมันอิหร่าน” ให้เป็นของรัฐ ซึ่งกระทบต่อผลประโยชน์ของบริษัทน้ำมันตะวันตก
การแทรกแซงของ CIA และ MI6 ทำให้ความสัมพันธ์ระหว่าง “ประชาชนอิหร่าน” กับ “สหรัฐอเมริกา” เต็มไปด้วยความไม่ไว้วางใจและความโกรธแค้นที่ฝังลึก

การปฏิวัติอิสลาม 1979

“การปฏิวัติอิสลาม” ปี 1979 เป็นเหตุการณ์ที่เปลี่ยนโฉมหน้าการเมืองและสังคมของ “อิหร่าน” อย่างสิ้นเชิง และยังส่งผลสะเทือนต่อ “ภูมิรัฐศาสตร์โลก” จนถึงปัจจุบัน
จุดเริ่มต้นของการปฏิวัติมาจากความไม่พอใจที่สะสมต่อการปกครองของ “ชาห์ โมฮัมหมัด เรซา ปาห์ลาวี” ซึ่งขึ้นครองราชย์ตั้งแต่ปี 1941 และได้รับการสนับสนุนจาก “สหรัฐอเมริกา” และ “อังกฤษ” หลังการรัฐประหารปี 1953 ที่โค่นล้มรัฐบาลของนายกรัฐมนตรี “โมฮัมหมัด มอสซาเด็ค”
การรัฐประหารครั้งนั้นเกิดจากการที่ “มอสซาเด็ค” พยายามโอน “กิจการน้ำมันอิหร่าน” ให้เป็นของรัฐ ซึ่งกระทบต่อผลประโยชน์ของ “บริษัทน้ำมันตะวันตก”
การแทรกแซงของ CIA และ MI6 ทำให้ “ประชาชนอิหร่าน” จำนวนมากรู้สึกว่า “ตะวันตก” เข้ามาแทรกแซงอธิปไตยของประเทศ ความไม่พอใจนี้สะสมและกลายเป็นแรงผลักดันสำคัญในการต่อต้าน “ระบอบราชวงศ์”
ในช่วงทศวรรษ 1970 แม้ “อิหร่าน” จะมีการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมอย่างรวดเร็ว แต่ความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจ การกดขี่ทางการเมือง และการละเมิดสิทธิมนุษยชนโดยหน่วยงานความมั่นคง เช่น SAVAK ทำให้ประชาชนจำนวนมากไม่พอใจ
การใช้ชีวิตที่หรูหราของชนชั้นนำและการรับวัฒนธรรมตะวันตกเข้ามามากเกินไปถูกมองว่าเป็นการทำลายคุณค่าทางศาสนาและวัฒนธรรมของ “อิหร่าน”
การประท้วงเริ่มต้นขึ้นในปี 1978 และขยายตัวเป็นวงกว้างในปี 1979 โดยมีทั้งนักศึกษา ชนชั้นแรงงาน และกลุ่มศาสนาเข้าร่วม
ผู้นำที่มีบทบาทสำคัญที่สุดคือ “อยาตอลเลาะห์ รูฮอลเลาะห์ โคไมนี” ซึ่งถูกเนรเทศไปอยู่ต่างประเทศตั้งแต่ปี 1964 แต่ยังคงมีอิทธิพลผ่านการเผยแพร่คำปราศรัยและแนวคิดทางศาสนา
เมื่อการประท้วงขยายตัว “โคไมนี” ได้กลับมายัง “กรุงเตหะราน” ในเดือนกุมภาพันธ์ 1979 และได้รับการต้อนรับจากประชาชนจำนวนมหาศาล การกลับมาของเขาเป็นสัญลักษณ์ของการสิ้นสุด “ราชวงศ์ปาห์ลาวี” และการเริ่มต้นของ “สาธารณรัฐอิสลาม”
ผลลัพธ์ของ “การปฏิวัติอิสลาม” คือการโค่นล้ม “ราชวงศ์ปาห์ลาวี” การจัดตั้งรัฐบาลเฉพาะกาล และการลงประชามติที่นำไปสู่การสถาปนา “สาธารณรัฐอิสลาม” โดยมี “โคไมนี” เป็นผู้นำสูงสุด
รัฐธรรมนูญใหม่ถูกจัดทำขึ้นเพื่อให้ “ศาสนาอิสลามชีอะห์” เป็นรากฐานของการปกครอง อำนาจสูงสุดอยู่ในมือของผู้นำศาสนา ขณะที่สถาบันการเมืองแบบสมัยใหม่ถูกปรับให้สอดคล้องกับหลักศาสนา
การเปลี่ยนแปลงครั้งนี้ไม่เพียงแต่เปลี่ยนโครงสร้างการเมืองและสังคมของ “อิหร่าน” แต่ยังส่งผลต่อความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง “สหรัฐอเมริกา”
เหตุการณ์สำคัญที่ตามมา คือ “วิกฤตการณ์จับตัวประกันในสถานทูตสหรัฐฯ ที่กรุงเตหะราน” ซึ่งกินเวลานานถึง 444 วัน ส่งผลทำให้ความสัมพันธ์ระหว่าง “อิหร่าน” กับ “สหรัฐฯ” ถูกตัดขาดโดยสิ้นเชิง
“การปฏิวัติอิสลาม” ยังเป็นแรงบันดาลใจให้กับ “ขบวนการอิสลาม” ในประเทศอื่นๆ และทำให้ “อิหร่าน” กลายเป็น “ศูนย์กลางของการต่อต้านจักรวรรดินิยมตะวันตกในภูมิภาคตะวันออกกลาง”
“การปฏิวัติอิสลาม” ปี 1979 จึงไม่ใช่เพียงการเปลี่ยนแปลงภายในประเทศ แต่เป็นจุดเริ่มต้นของความขัดแย้งระหว่าง “อิหร่าน” กับ “สหรัฐอเมริกา” และ “พันธมิตร” ที่ยืดเยื้อมาจนถึงปัจจุบัน
และยังเป็นรากฐานสำคัญที่ทำให้เข้าใจฉากทัศน์ปัจจุบันและอนาคตหากเกิดสงครามระหว่าง “อิหร่าน” กับ “สหรัฐอเมริกา” ในปี 2026

การคว่ำบาตรอิหร่าน

“การคว่ำบาตรอิหร่าน” มีทั้งมาตรการทางเศรษฐกิจ การเงิน การค้า และการทหาร เป็นหนึ่งในเครื่องมือสำคัญที่ “สหรัฐอเมริกา” และ “พันธมิตร” ใช้กดดัน “รัฐบาลเตหะราน” มาตั้งแต่หลังการปฏิวัติอิสลามปี 1979 และยังคงดำเนินต่อเนื่องมาจนถึงปัจจุบัน
จุดเริ่มต้นของ “การคว่ำบาตร” เกิดขึ้นหลัง “เหตุการณ์จับตัวประกันชาวอเมริกันในสถานทูตสหรัฐฯ ที่กรุงเตหะราน” ในปี 1979 ซึ่งทำให้ “สหรัฐอเมริกา” ตัดความสัมพันธ์ทางการทูตและเริ่มใช้มาตรการจำกัดการเข้าถึงตลาดโลกของ “อิหร่าน”
ต่อมาในช่วง “สงครามอิรัก–อิหร่าน” “สหรัฐฯ” และ “พันธมิตรอาหรับ” ยังคงใช้มาตรการคว่ำบาตรเพื่อจำกัดศักยภาพทางเศรษฐกิจและการทหารของ “อิหร่าน”
ในทศวรรษ 1990 “มาตรการคว่ำบาตร” ถูกขยายไปสู่การห้ามการลงทุนในอุตสาหกรรมน้ำมันและก๊าซของ “อิหร่าน”
รวมถึงการจำกัดการเข้าถึงเทคโนโลยีสมัยใหม่ เมื่อ “อิหร่าน” เริ่มพัฒนานิวเคลียร์ในช่วงต้นทศวรรษ 2000 “สหรัฐอเมริกา” และ “สหประชาชาติ” ได้ออกมาตรการคว่ำบาตรที่เข้มงวดมากขึ้น ครอบคลุมทั้งการเงิน การธนาคาร และการขนส่ง
ทำให้ “อิหร่าน” ถูกตัดขาดจากระบบการเงินโลกและไม่สามารถทำธุรกรรมกับธนาคารนานาชาติได้อย่างปกติ
ผลกระทบของ “การคว่ำบาตรต่ออิหร่าน” มีหลายมิติ ไม่ว่าจะเป็น เศรษฐกิจหดตัวอย่างต่อเนื่อง ค่าเงิน “อิหร่าน” อ่อนลงอย่างรุนแรง ประชาชนต้องเผชิญกับราคาสินค้าที่สูงขึ้นและการเข้าถึงสินค้าจำเป็นที่ยากลำบาก
“การคว่ำบาตร” ยังทำให้การลงทุนจากต่างประเทศหายไปและทำให้อุตสาหกรรมพลังงานของ “อิหร่าน” ไม่สามารถพัฒนาได้เต็มศักยภาพ
อย่างไรก็ตาม “อิหร่าน” พยายามปรับตัวด้วยการสร้างเศรษฐกิจที่พึ่งพาตนเองมากขึ้นและหันไปหาพันธมิตรใหม่ เช่น “จีน” และ “รัสเซีย” เพื่อหลีกเลี่ยงการพึ่งพาตะวันตก
ในปี 2015 การลงนาม “ข้อตกลงนิวเคลียร์ JCPOA” ระหว่าง “อิหร่าน” กับ “มหาอำนาจโลก” ถือเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญ ข้อตกลงนี้เปิดโอกาสให้ “อิหร่าน” ได้รับการผ่อนคลาย “มาตรการคว่ำบาตร” และกลับเข้าสู่ตลาดโลก
แต่เมื่อ “สหรัฐอเมริกา” ภายใต้รัฐบาล “โดนัลด์ ทรัมป์” ถอนตัวจากข้อตกลงในปี 2018 “มาตรการคว่ำบาตร” ก็กลับมาเข้มงวดอีกครั้ง ทำให้ “อิหร่าน” สูญเสียรายได้จากการส่งออกน้ำมันและถูกตัดขาดจากระบบการเงินโลกอีกครั้ง
“การคว่ำบาตร” ที่ยืดเยื้อนี้ ได้สร้างแรงกดดันต่อประชาชนอิหร่านและทำให้ความไม่พอใจต่อรัฐบาลเพิ่มขึ้น แต่ในเชิงภูมิรัฐศาสตร์ มันกลับทำให้ “อิหร่าน” แข็งกร้าวและยึดมั่นในแนวทางต่อต้าน “สหรัฐอเมริกา” มากขึ้น
เห็นได้จากการที่ “อิหร่าน” หันไปสร้างความร่วมมือกับ “รัสเซีย” และ “จีน” ในด้านเศรษฐกิจและการทหาร รวมถึงการเข้าร่วมในโครงการ Belt and Road Initiative (One Belt One Road) ของ “จีน” เพื่อสร้างเส้นทางการค้าทางเลือก
ในปัจจุบัน “การคว่ำบาตร” ยังคงเป็นปัจจัยสำคัญที่กำหนดทิศทางเศรษฐกิจและการเมืองของ “อิหร่าน”  หากเกิดสงครามระหว่าง “อิหร่าน” กับ “สหรัฐอเมริกา” และ “พันธมิตร” ในปี 2026 “มาตรการคว่ำบาตร” จะยิ่งเข้มงวดมากขึ้นและอาจขยายไปสู่การปิดกั้นทางเทคโนโลยีและการสื่อสารอย่างสิ้นเชิง
ส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจโลกที่จะรุนแรงตามไปด้วย เนื่องจาก “อิหร่าน” มีบทบาทสำคัญในตลาดพลังงานและเส้นทางการขนส่งน้ำมันและก๊าซธรรมชาติ “การคว่ำบาตร” ที่ยืดเยื้อและสงครามที่บานปลายจะทำให้โลกเข้าสู่ยุคแห่งความไม่มั่นคงทางเศรษฐกิจและพลังงานที่ยืดเยื้อ ซึ่งจะกระทบต่อทุกประเทศรวมถึงไทยที่ต้องพึ่งพาการนำเข้าพลังงานจากต่างประเทศอย่างมาก

สงครามตัวแทนในอ่าวเปอร์เซีย

สงครามตัวแทนในอ่าวเปอร์เซีย เป็นปรากฏการณ์ที่สะท้อนถึงการเผชิญหน้าระหว่าง “อิหร่าน” กับ “สหรัฐอเมริกา” และ “พันธมิตร”
โดย “อิหร่าน” ใช้ “เครือข่ายกองกำลังติดอาวุธชีอะห์” และ “กลุ่มพันธมิตรในหลายประเทศ” เพื่อขยายอิทธิพลและถ่วงดุลอำนาจของตะวันตก ขณะที่ “สหรัฐอเมริกา” “อิสราเอล” และ “ซาอุดีอาระเบีย” พยายามจำกัดบทบาทของ “อิหร่าน” ผ่านการสนับสนุนฝ่ายตรงข้ามและการโจมตีทางทหาร
สงครามอิรัก–อิหร่าน (1980–1988) ถือเป็นจุดเริ่มต้นของการเผชิญหน้าระดับภูมิภาคที่ชัดเจนที่สุด  “สหรัฐอเมริกา” และ “พันธมิตรอาหรับ” เช่น “ซาอุดีอาระเบีย” ให้การสนับสนุน “อิรัก” ของ “ซัดดัม ฮุสเซน” เพื่อสกัดกั้นการขยายอิทธิพลของ “อิหร่าน”
สงครามครั้งนั้นคร่าชีวิตผู้คนหลายแสนคน และสร้างความเสียหายทางเศรษฐกิจมหาศาล แต่ก็ทำให้ “อิหร่าน” พัฒนากลยุทธ์การทำสงครามแบบไม่สมมาตร เช่น “การใช้กองกำลังพิทักษ์การปฏิวัติอิสลาม” และการสนับสนุน “กลุ่มติดอาวุธชีอะห์” ในประเทศต่างๆ เพื่อสร้างเครือข่ายพันธมิตรในภูมิภาค
ใน “ซีเรีย” “อิหร่าน” มีบทบาทสำคัญในการสนับสนุนรัฐบาล “บาชาร์ อัล-อัสซาด” ตั้งแต่ปี 2011 โดยส่ง “กองกำลังพิทักษ์การปฏิวัติอิสลาม” และกองกำลังตัวแทนเข้าไปช่วยเหลือ ขณะที่ “สหรัฐอเมริกา” และ “พันธมิตร” สนับสนุนฝ่ายกบฏ
ความขัดแย้งนี้ทำให้ “ซีเรีย” กลายเป็นสมรภูมิสำคัญของ “สงครามตัวแทน” ระหว่าง “อิหร่าน” กับ “สหรัฐฯ” และ “อิสราเอล” การโจมตีทางอากาศของ “อิสราเอล” ต่อ “ฐานทัพอิหร่านในซีเรีย” เป็นตัวอย่างของการปะทะที่เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง
ใน “เยเมน” “อิหร่าน” สนับสนุน “กลุ่มฮูตี” ซึ่งเป็น “กลุ่มชีอะห์” ที่ต่อต้าน “รัฐบาลเยเมน” และ “พันธมิตรซาอุดีอาระเบีย” การโจมตีด้วยขีปนาวุธและโดรนของ “ฮูตี” ต่อโครงสร้างพื้นฐานน้ำมันในซาอุดีอาระเบีย เช่น การโจมตีโรงกลั่นน้ำมันอับกัยกในปี 2019 แสดงให้เห็นถึงศักยภาพในการสร้างความเสียหายต่อเศรษฐกิจโลกและทำให้ราคาน้ำมันผันผวนอย่างรุนแรง
ใน “เลบานอน” “อิหร่าน” สนับสนุน “ฮิซบุลเลาะห์” ซึ่งเป็น “กลุ่มติดอาวุธชีอะห์” ที่มีบทบาททั้งทางการเมืองและการทหาร “ฮิซบุลเลาะห์” ได้รับการฝึกและสนับสนุนจากกองกำลัง Quds Force ของอิหร่าน และมีบทบาทสำคัญในการต่อต้าน “อิสราเอล”
การปะทะระหว่าง “ฮิซบุลเลาะห์” กับ “อิสราเอล” ในช่วงหลายทศวรรษที่ผ่านมาเป็นตัวอย่างของสงครามตัวแทนที่ยืดเยื้อและซับซ้อน
บทบาทของ “ซาอุดีอาระเบีย” และ “อิสราเอล” ในสงครามตัวแทนเหล่านี้มีความสำคัญอย่างยิ่ง
“ซาอุดีอาระเบีย” ในฐานะ “ผู้นำโลกซุนนี” และ “พันธมิตรใกล้ชิดของสหรัฐฯ” พยายามจำกัดอิทธิพลของ “อิหร่าน” ในภูมิภาค โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ใน “เยเมน” และ “อิรัก” ขณะที่ “อิสราเอล” มองว่า “อิหร่าน” และ “ฮิซบุลเลาะห์” เป็นภัยคุกคามโดยตรงต่อความมั่นคงของตน
การโจมตีทางอากาศต่อ “ฐานทัพอิหร่านในซีเรีย” และการปะทะกับ “ฮิซบุลเลาะห์” ใน “เลบานอน” สะท้อนถึงความพยายามของ “อิสราเอล” ในการจำกัดอิทธิพลของ “อิหร่าน”
เครือข่ายกองกำลังตัวแทนของ “อิหร่าน” จึงครอบคลุมตั้งแต่ “เลบานอน” “ซีเรีย” “อิรัก” “เยเมน” ไปจนถึงบางส่วนของ “ปาเลสไตน์” โดยได้รับการสนับสนุนจาก “กองกำลังพิทักษ์การปฏิวัติอิสลาม” และ Quds Force ทั้งด้านการเงิน การฝึก และอาวุธ
เครือข่ายนี้ทำให้ “อิหร่าน” สามารถขยายอิทธิพลในภูมิภาคและสร้างแรงกดดันต่อ “สหรัฐอเมริกา” และ “พันธมิตร” โดยไม่จำเป็นต้องทำสงครามตรงๆ
การเผชิญหน้าระหว่าง “อิหร่าน” กับ “สหรัฐฯ” และ “พันธมิตร” จึงไม่ใช่เพียงการปะทะทางทหาร แต่เป็นการต่อสู้เชิงยุทธศาสตร์ที่มีผลต่อเสถียรภาพของภูมิภาคและตลาดพลังงานโลกอย่างต่อเนื่อง

บทวิเคราะห์เชิงเปรียบเทียบระหว่าง “สงครามอิรัก-อิหร่าน” กับ “สงครามอ่าวเปอร์เซีย 1990”

“สงครามอิรัก–อิหร่าน” และ “สงครามอ่าวเปอร์เซีย” ในปี 1990–1991 เป็น 2 เหตุการณ์สำคัญที่สะท้อนให้เห็นถึงความเปราะบางของตลาดพลังงานโลกต่อความขัดแย้งในตะวันออกกลาง
แม้ทั้ง 2 สงคราม จะมีบริบททางการเมืองและภูมิรัฐศาสตร์ที่แตกต่างกัน แต่ผลกระทบต่อเสถียรภาพของตลาดพลังงานโลกกลับมีความคล้ายคลึงกันในแง่ที่ทำให้ราคาน้ำมันผันผวนอย่างรุนแรงและสร้างแรงกดดันต่อเศรษฐกิจโลก
“สงครามอิรัก–อิหร่าน” (1980–1988) เกิดขึ้นจากความขัดแย้งระหว่าง 2 ประเทศที่มีทรัพยากรน้ำมันมหาศาล การสู้รบยืดเยื้อกว่าแปดปีทำให้การผลิตและการส่งออกน้ำมันของทั้ง 2 ประเทศหยุดชะงักอย่างต่อเนื่อง
“อิหร่าน” ซึ่งเป็นผู้ผลิตน้ำมันรายใหญ่ต้องเผชิญกับการโจมตีโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงาน ขณะที่ “อิรัก” ก็สูญเสียกำลังการผลิตไปอย่างมาก ผลกระทบต่อราคาน้ำมันในตลาดโลกจึงเกิดขึ้นเป็นระยะ
โดยราคาน้ำมันในช่วงต้นทศวรรษ 1980 พุ่งสูงขึ้นจากความไม่แน่นอนในการส่งออก แม้ในบางช่วงราคาจะปรับลดลงเนื่องจากภาวะเศรษฐกิจโลก แต่โดยรวมแล้วสงครามทำให้ตลาดพลังงานโลกเข้าสู่ภาวะผันผวนยาวนาน
ความไม่แน่นอนนี้ยังทำให้ประเทศผู้นำเข้าพลังงานต้องเร่งหาทางกระจายความเสี่ยงและสร้างความมั่นคงด้านพลังงาน
ในทางกลับกัน “สงครามอ่าวเปอร์เซีย” ปี 1990–1991 เกิดขึ้นจากการที่ “อิรัก” บุก “คูเวต” และทำให้การส่งออกน้ำมันจาก “คูเวต” หยุดชะงักทันที ราคาน้ำมันในตลาดโลกพุ่งขึ้นกว่า 100% ภายในเวลาไม่กี่เดือน จากระดับประมาณ 20 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลไปแตะกว่า 40 ดอลลาร์
ผลกระทบครั้งนี้รุนแรงและฉับพลันกว่า “สงครามอิรัก–อิหร่าน” เนื่องจาก “คูเวต” เป็นผู้ส่งออกน้ำมันรายใหญ่และการบุกครองของ “อิรัก” สร้างความหวาดกลัวว่า “ซัดดัม ฮุสเซน” จะควบคุมทรัพยากรน้ำมันของภูมิภาคอ่าวทั้งหมด
“สหรัฐอเมริกา” และ “พันธมิตร” จึงต้องใช้กำลังทหารเพื่อรักษาเสถียรภาพการส่งออกน้ำมันจากซาอุดีอาระเบียและประเทศอ่าวอื่นๆ
เมื่อเปรียบเทียบทั้ง 2 สงคราม ในมิติของเสถียรภาพตลาดพลังงานโลก “สงครามอิรัก–อิหร่าน” สร้างผลกระทบแบบยืดเยื้อและต่อเนื่อง ราคาน้ำมันผันผวนเป็นระยะตลอด 8 ปี
ขณะที่ “สงครามอ่าวเปอร์เซีย” สร้างผลกระทบแบบฉับพลันและรุนแรง ราคาน้ำมันพุ่งขึ้นอย่างรวดเร็วภายในเวลาไม่กี่เดือนและทำให้เศรษฐกิจโลกเข้าสู่ภาวะถดถอยระยะสั้น
ความแตกต่างนี้สะท้อนให้เห็นว่าลักษณะของสงครามมีผลโดยตรงต่อเสถียรภาพของตลาดพลังงาน หากสงครามยืดเยื้อ ตลาดจะเผชิญกับความไม่แน่นอนระยะยาว แต่หากสงครามเกิดขึ้นอย่างฉับพลันและกระทบต่อผู้ส่งออกหลัก ผลกระทบจะรุนแรงและทันที
นอกจากนี้ ทั้ง 2 สงครามยังแสดงให้เห็นถึงความสำคัญของเส้นทางยุทธศาสตร์ในการขนส่งพลังงาน เช่น ช่องแคบฮอร์มุซและการส่งออกจากประเทศอ่าว หากเส้นทางเหล่านี้ถูกปิดหรือถูกคุกคาม ราคาน้ำมันโลกจะพุ่งสูงขึ้นทันทีและสร้างแรงกดดันต่อเศรษฐกิจโลก
การเปรียบเทียบดังกล่าวจึงเป็นบทเรียนสำคัญที่ทำให้เข้าใจว่าความขัดแย้งในตะวันออกกลางไม่ใช่เพียงเรื่องของภูมิภาค แต่เป็นปัจจัยที่กำหนดเสถียรภาพของตลาดพลังงานโลกและเศรษฐกิจโลกโดยรวม
ทั้ง “สงครามอิรัก–อิหร่าน” และ “สงครามอ่าวเปอร์เซีย” จึงเป็นตัวอย่างที่ชัดเจนว่าความมั่นคงทางพลังงานของโลกขึ้นอยู่กับเสถียรภาพทางการเมืองในตะวันออกกลางอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

จุดเริ่มต้นความขัดแย้งครั้งใหม่

ระยะเวลาเพียงแค่ 6 เดือนที่สถานการณ์ความรุนแรงได้ก่อตัวขึ้น ก่อนที่จะพัฒนาไปอย่างรวดเร็ว
ทั้งๆ ที่การเจรจาเกี่ยวโครงการนิวเคลียร์ของ “อิหร่าน” ยังคงดำเนินอยู่ และการประชุมรอบสุดท้าย ที่กรุงเจนีวา ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ ซึ่งมีโอมาน เป็นผู้ไกล่เกลี่ย เกิดขึ้น 2 วัน ก่อนเหตุการณ์ “สหรัฐอเมริกา” ร่วมมือกับ “อิสราเอล” บุกโจมตี “อิหร่าน”
ทำให้ “อยาตอลลาห์ อาลี คาเมเนอี” ผู้นำสูงสุดของ “อิหร่าน” เสียชีวิตทันที!
ย้อนกลับไปดู “สงคราม 12 วัน” ภายในเดือนมิถุนายน 2025 เพียงเดือนเดียว ชนวนเหตุการณ์ความขัดแย้งได้เกิดขึ้นจำนวนมาก
1 มิถุนายน ระหว่างการเจรจาระหว่าง “สหรัฐฯ” กับ “อิหร่าน” อยู่ๆ “อิสราเอล” ก็เปิดฉากโจมตี “อิหร่าน” ทางอากาศครั้งใหญ่ เป้าหมายคือ “โรงงานนิวเคลียร์” และ “ฐานทัพ” ของ “อิหร่าน” โดย “อิหร่าน” ตอบโต้ด้วยขีปนาวุธและโดรนขนาดใหญ่ต่อเมืองต่างๆ ของ “อิสราเอล” ภายในไม่กี่ชั่วโมงหลังการโจมตี
22 มิถุนายน “สหรัฐฯ” โจมตี “โรงงานนิวเคลียร์” ของ “อิหร่าน” ที่ “นาตันซ์ ฟอร์โดว์” และ “อิสฟาฮาน” โดย “ทรัมป์” อ้างว่า การโจมตีดังกล่าวทำให้ “โครงการนิวเคลียร์” ของ “อิหร่าน” ได้รับเสียหาย ขณะที่ “ทางการอิหร่าน” กล่าวว่า โครงการของพวกไม่ได้ถูกทำลายเพียงต่อชะลอตัวลงเท่านั้น
23 มิถุนายน “อิหร่าน” ยิงขีปนาวุธไปยัง “ฐานทัพอากาศอัลอูเดด” ใน “กาตาร์” ซึ่งเป็นที่ตั้งของ “ฐานทัพสหรัฐฯ” เพื่อเป็นการตอบโต้ แต่ขีปนาวุธถูกสกัดกั้น (ไม่มีรายงานผู้เสียชีวิต)
24 มิถุนายน หลัง “สงคราม 12 วัน” ข้อตกลงหยุดยิงระหว่าง “อิหร่าน” และ “อิสราเอล” ที่ “สหรัฐฯ” เป็นผู้ไกล่เกลี่ยมีผลบังคับใช้ ทั้ง 2 ฝ่ายยุติการสู้รบทันที “อิหร่าน” รายงานตัวเลขพลเมืองเสียชีวิตอย่างน้อย 610 คน ขณะที่ “อิสราเอล” อ้างว่ามีผู้เสียชีวิต 28 คน
เหตุการณ์ “สงคราม 12 วัน” นำมาสู่สถานการณ์เดือนกุมภาพันธ์ 2026
28 กุมภาพันธ์ “สหรัฐฯ” ร่วมมือกับ “อิสราเอล” เปิดฉากโจมตี “อิหร่าน” อย่างเป็นระบบ “อิหร่าน” ตอบโต้ด้วยการโจมตีทางอากาศ และขีปนาวุธทั่วภูมิภาคอาหรับ นั่นคือ “กาตาร์” “สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์” “ซาอุดีอาระเบีย” “บาห์เรน” และ “คูเวต” ซึ่งล้วนแล้วแต่เป็นพันธมิตรของ “สหรัฐฯ” กับ “อิสราเอล”
29 กุมภาพันธ์ “อิหร่าน” ปิด “ช่องแคบฮอร์มุช” เส้นทางสำคัญในการลำเลียงน้ำมันออกสู่ตลาดโลก แม้ว่า “รัฐบาลอิหร่าน” จะออกมายืนยันว่า “ไม่ได้สั่งปิด” แต่เหตุการณ์ที่มีเรือขนส่งเอกชนถูกยิง ได้ทำให้เส้นทางดังกล่าวต้องปิดไปโดยปริยาย
1 มีนาคคม “อิสราเอล” โจตี “กรุงเบรุต” และสถานที่ยุทธศาสตร์หลายแห่งของ “เลบานอน” ที่ “อิสราเอล” เชื่อว่าคือการทำลายที่มั่นของ “กลุ่มฮิซบุลเลาะห์” ซึ่งเป็น “พันธมิตร” ของ “อิหร่าน”
นำไปสู่สงคราม “อิหร่าน-สหรัฐฯ” รอบใหม่

ฉากทัศน์ “สงครามอิหร่าน 2026”

หากเกิดสงครามระหว่าง “อิหร่าน” กับ “สหรัฐอเมริกา” และ “พันธมิตร” ในปี 2026 จะเป็นสถานการณ์ที่มีความซับซ้อนสูงและส่งผลกระทบในหลายมิติ ทั้งด้านเศรษฐกิจ การเมือง ความมั่นคง และสังคมโลก
ปัจจุบัน “อิหร่าน” ยังคงเผชิญกับมาตรการคว่ำบาตรจาก “สหรัฐอเมริกา” และ “พันธมิตรตะวันตก” โดยเฉพาะอย่างยิ่ง หลังการถอนตัวของ “สหรัฐฯ” จากข้อตกลงนิวเคลียร์ JCPOA ในปี 2018 ทำให้ “อิหร่าน” กลับมาพัฒนาศักยภาพทางนิวเคลียร์และเพิ่มความตึงเครียดกับ “อิสราเอล” และ “ประเทศอาหรับที่เป็นพันธมิตรของสหรัฐฯ”
โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ความสัมพันธ์ระหว่าง “อิหร่าน” กับ “รัสเซีย” และ “จีน” ที่แน่นแฟ้นมากในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา โดยทั้ง 2 ชาติมหาอำนาจ คือ “จีน” กับ “รัสเซีย” ประกาศให้การสนับสนุนทางเศรษฐกิจและการทหารเพื่อถ่วงดุลอำนาจของ “สหรัฐฯ” ใน “ภูมิภาคตะวันออกกลาง”
หากเกิดสงครามจริงในปี 2026 ฉากทัศน์ที่เป็นไปได้คือ “การปิดช่องแคบฮอร์มุซ” ซึ่งเป็นเส้นทางขนส่งน้ำมันและก๊าซธรรมชาติที่สำคัญที่สุดของโลก การหยุดชะงักของเส้นทางนี้แม้เพียงไม่กี่สัปดาห์ก็สามารถทำให้ราคาน้ำมันทะลุ 100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลและสร้างแรงกดดันมหาศาลต่อเศรษฐกิจโลก
ในเชิงการทหาร “สหรัฐอเมริกา” และ “อิสราเอล” มีศักยภาพทางเทคโนโลยีและอาวุธที่เหนือกว่า แต่การทำสงครามใหญ่กับ “อิหร่าน” ไม่ใช่เรื่องง่าย
เนื่องจาก “อิหร่าน” มีเครือข่ายกองกำลังตัวแทนในหลายประเทศ เช่น “ฮิซบุลเลาะห์” ใน “เลบานอน” “ฮูตี” ใน “เยเมน” และ “กลุ่มชีอะห์” ใน “อิรัก” และ “ซีเรีย” ซึ่งสามารถเปิดฉากโจมตีต่อผลประโยชน์ของ “สหรัฐฯ” และ “พันธมิตรในภูมิภาค” ได้ทันที
การโจมตีด้วยขีปนาวุธและโดรนของ “อิหร่าน” ที่เคยเกิดขึ้นกับ “โรงกลั่นน้ำมันในซาอุดีอาระเบีย” เมื่อปี 2019 แสดงให้เห็นถึงศักยภาพในการสร้างความเสียหายต่อโครงสร้างพื้นฐานพลังงาน หากสงครามบานปลาย การโจมตีลักษณะนี้จะเกิดขึ้นในวงกว้างและทำให้ตลาดพลังงานโลกเข้าสู่ภาวะวิกฤติ
ในด้านการเมืองระหว่างประเทศ สงครามจะทำให้ความสัมพันธ์ระหว่าง “สหรัฐฯ” กับ “รัสเซีย” และ “จีน” ตึงเครียดมากขึ้น เนื่องจากทั้ง 2 ประเทศอาจให้การสนับสนุน “อิหร่าน” ทั้งทางตรงและทางอ้อมเพื่อถ่วงดุลอำนาจของ “สหรัฐฯ”
ความขัดแย้งนี้จึงอาจกลายเป็น “สงครามตัวแทน” ที่มีมิติระดับโลก ไม่ใช่เพียง “ภูมิภาคตะวันออกกลาง” เท่านั้น และอาจลุกลามกลายเป็น “สงครามโลกครั้งที่ 3” ได้!
เพราะ “ยุโรป” เองก็จะได้รับผลกระทบอย่างหนักจากราคาพลังงานที่สูงขึ้นและการอพยพของผู้ลี้ภัยจาก “ตะวันออกกลาง” ซึ่งจะสร้างแรงกดดันต่อระบบการเมืองและสังคมในยุโรป
ในอนาคตหากสงครามดำเนินไปยาวนาน โลกอาจเข้าสู่ “ภาวะถดถอยครั้งใหญ่ที่สุด” นับตั้งแต่ “สงครามโลกครั้งที่ 2”
ราคาพลังงานที่สูงขึ้นจะทำให้ต้นทุนการผลิตและค่าขนส่งเพิ่มขึ้นทั่วโลก ส่งผลต่ออัตราเงินเฟ้อและเสถียรภาพทางเศรษฐกิจในทุกภูมิภาค
“ประเทศกำลังพัฒนา” ที่พึ่งพาการนำเข้าพลังงานจะได้รับผลกระทบหนักที่สุด ความไม่มั่นคงทางอาหารจะเพิ่มขึ้นเนื่องจากต้นทุนการผลิตและการขนส่งอาหารสูงขึ้น ขณะที่การอพยพครั้งใหญ่จาก “ตะวันออกกลาง” จะสร้างแรงกดดันต่อประเทศเพื่อนบ้านและ “ยุโรป”
สำหรับ “ไทย” หากราคาน้ำมันเพิ่มขึ้นจาก 75 ดอลลาร์เป็น 110 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ต้นทุนการนำเข้าพลังงานจะเพิ่มขึ้นกว่า 40% ซึ่งคิดเป็นมูลค่าหลายพันล้านดอลลาร์ต่อปี ผลกระทบนี้จะสะท้อนโดยตรงต่อ GDP และอัตราเงินเฟ้อ
โดยนักเศรษฐศาสตร์ต่างประเทศคาดว่าหากราคาน้ำมันโลกทะลุ 100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล อัตราเงินเฟ้อในประเทศผู้นำเข้าพลังงานอาจเพิ่มขึ้นอีก 2–3% ภายในหนึ่งปี
เนื่องจาก “ไทย” พึ่งพาการนำเข้าน้ำมันและก๊าซธรรมชาติเป็นหลัก ผลกระทบนี้จะทำให้ค่าครองชีพสูงขึ้นอย่างต่อเนื่องและอาจกระทบต่อเสถียรภาพทางเศรษฐกิจโดยรวม
ในเชิงการทูต “ไทย” จะต้องรักษาสมดุลระหว่างมหาอำนาจทั้ง 2 ฝ่าย การเลือกข้างอาจกระทบต่อความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจกับประเทศที่มีบทบาทสำคัญในภูมิภาค เช่น “จีน” และ “สหรัฐอเมริกา” การรักษา “ความเป็นกลาง” และการใช้ “เวทีอาเซียน” เพื่อสร้างเอกภาพในการรับมือกับวิกฤติจึงเป็นสิ่งที่จำเป็น

บทสรุป

ฉากทัศน์อนาคตหากสงครามดำเนินไปยาวนานก็คือ โลกอาจเข้าสู่ยุคแห่งความไม่มั่นคงทางพลังงานและเศรษฐกิจที่ยืดเยื้อ ราคาพลังงานที่สูงขึ้นจะทำให้ประเทศต่างๆ เร่งพัฒนาแหล่งพลังงานทางเลือก เช่น พลังงานหมุนเวียนและนิวเคลียร์ขนาดเล็ก
แต่การเปลี่ยนผ่านนี้ต้องใช้เวลาและการลงทุนมหาศาล ในระหว่างนั้นเศรษฐกิจโลกจะยังคงเผชิญกับความผันผวนและความเสี่ยงต่อภาวะถดถอย
โดยเฉพาะอย่างยิ่ง “การเมืองโลก” จะเข้าสู่ “ยุคแห่งการแบ่งขั้วที่ชัดเจนมากขึ้น” ระหว่าง “สหรัฐฯ” และ “พันธมิตร” กับ “รัสเซีย+จีน” และ “กลุ่มประเทศที่สนับสนุนอิหร่าน”
“ความขัดแย้งในตะวันออกกลาง” จึงไม่ใช่เพียงเรื่องของภูมิภาค แต่จะเป็นตัวกำหนดทิศทางของเศรษฐกิจโลกและการเมืองโลกในทศวรรษต่อไปนั่นเองครับ