รู้ไว้ได้เปรียบ! 6 Red Flags Signs กำหนด ทิศทาง ESG ปี 2569

“กระแสความยั่งยืนโลกผ่านจุดสูงสุด และกำลังเผชิญแรงเสียดทานจากปัจจัยภูมิรัฐศาสตร์และเศรษฐกิจ ภาคธุรกิจไทยควรเร่งสร้าง “ความพร้อมผัน” (Resilience) เพื่อเน้นการสร้างประโยชน์ในระยะสั้นและประคองตัวให้อยู่รอดในภาวะวิกฤต” คำแนะนำล่าสุดจาก สถาบันไทยพัฒน์ ข้างต้นนี้ ไม่เพียงแสดงให้เห็นถึง ทิศทาง ESG ปี 2569 เท่านั้น ทว่า ยังเป็นการชี้แนะภาคธุรกิจไทยให้เตรียมความพร้อมรับ Red Flags Signs หรือสัญญาณที่บ่งชี้ว่าภาคธุรกิจไทยควรปรับตัวท่ามกลางปัจจัยท้าทายทั้งในและต่างประเทศอย่างไรอีกด้วย


โดยการแถลงข้อมูลที่เกี่ยวกับ ทิศทาง ESG ปี 2569 นี้ เป็นไฮไลต์สำคัญในงานแถลง ทิศทาง ESG ประจำปี 2569 ภายใต้หัวข้อ ‘2026 ESG Trends: Sustainability Red Flags’ ซึ่งประกอบด้วย 6 แนวโน้มสำคัญ ดังนี้

ธุรกิจที่ยั่งยืน

  • ESG Backlash: การตีกลับด้านความยั่งยืน

การตีกลับด้านความยั่งยืน ซึ่งกำลังเกิดขึ้นในหลายภูมิภาคทั่วโลก โดยข้อมูลจากการสำรวจระบุว่า ร้อยละ 70 ของผู้เชี่ยวชาญด้านความยั่งยืนยอมรับว่า มีการต่อต้านวาระด้านความยั่งยืนในประเทศของตนอย่างมีนัยสำคัญ ซึ่งเพิ่มขึ้นร้อยละ 13 เมื่อเทียบกับปี 2567
สำหรับประเทศไทย กิจการจะมีการทบทวนจุดยืนในเรื่อง ESG ใหม่ สถาบันการเงินจะถอนการผูกมัดตนเองกับเป้าหมายการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ เนื่องจากเงื่อนไขแวดล้อมที่ไม่สามารถดำเนินการได้ ขณะที่บริษัทส่วนหนึ่งจะยกเลิกการกำหนดเป้าหมายการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกกับหน่วยงาน SBTi ด้วยข้อจำกัดทางข้อมูลที่มีความยุ่งยาก
ทิศทางดังกล่าวนำไปสู่การปรับวิธีการดำเนินงานเรื่อง ESG ที่เน้นให้เกิดประโยชน์ในระยะสั้น แทนการหวังผลในระยะยาว ซึ่งเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญที่ส่งผลต่อการวางกลยุทธ์ขององค์กรในระยะต่อไป
  • Climate-driven Recession: ภาวะเศรษฐกิจถดถอยจากสภาพภูมิอากาศ

ผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศได้เลื่อนสถานะจากภัยคุกคามในอนาคต มาเป็นภัยคุกคามในปัจจุบันที่จับต้องได้ นอกจากนั้น เกษตรกรจะได้รับผลกระทบจากผลผลิตที่เสียหาย ครัวเรือนได้รับผลกระทบจากราคาอาหารที่แพงขึ้น ขณะที่ธุรกิจได้รับผลกระทบจากการจัดส่งสินค้าที่ไม่เป็นไปตามกำหนด ความเสี่ยงเหล่านี้ไม่ได้เป็นเพียงภาพไกลตัวอีกต่อไป แต่กำลังกัดกร่อนความสามารถในการทำกำไรขององค์กรในทุกวัน
ด้วยเหตุนี้ กิจการจะต้องดำเนินกลยุทธ์ธุรกิจโดยผนวกปัจจัยด้านภูมิอากาศ ความสามารถในการรับมือกับวิกฤตน้ำ และการพึ่งพิงธรรมชาติ เข้าไปในแผนการดำเนินงาน เพื่อรองรับความเปลี่ยนแปลงด้านโครงสร้างต้นทุน ระดับความเสี่ยง กระแสการลงทุน และห่วงโซ่อุปทาน สำหรับการพัฒนาขีดความสามารถทางการแข่งขันในอนาคต

  • Nature Call: การทวงถามจากธรรมชาติ

แรงกดดันจากธรรมชาติที่เริ่มทวงถามคืนจากภาคธุรกิจ โดยกิจการที่มีการเปิดเผยข้อมูลเกี่ยวกับธรรมชาติ จะต้องแสดงให้เห็นถึงความเสี่ยงที่เกี่ยวกับธรรมชาติ การพึ่งพาบริการจากระบบนิเวศ และผลกระทบต่อธรรมชาติ ซึ่งสามารถส่งผลต่อมูลค่าของกิจการ ผ่านการเปลี่ยนแปลงของรายได้ โครงสร้างต้นทุน การเข้าถึงแหล่งทุน และมูลค่าตราสินค้า
ไม่เพียงเท่านั้น องค์กรยังต้องสามารถอธิบายถึงการปรับตัวของธุรกิจต่อความเสื่อมโทรมของระบบนิเวศ ต่อการเปลี่ยนแปลงของกฎระเบียบ หรือต่อความเปราะบางของห่วงโซ่อุปทาน ตลอดจนชี้ให้เห็นถึงโอกาสที่เกี่ยวกับธรรมชาติในการช่วยเสริมสร้างมูลค่าในระยะยาว
  • Value Chain Challenges: ความท้าทายในห่วงโซ่คุณค่า

กิจการที่มีการกำหนดเป้าหมายการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ จะต้องคิดวิธีการดำเนินการกับคาร์บอนในฐานะปัจจัยด้านผลิตภาพ แนวคิดนี้ช่วยเชื่อมโยงการลดก๊าซเรือนกระจกเข้ากับการสร้างมูลค่า ภาวะพร้อมผัน และขีดความสามารถในการแข่งขันทางธุรกิจ รวมถึงการริเริ่มปรับแนวนโยบายองค์กรให้สอดรับกับเป้าหมายการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ของประเทศ
นอกจากนี้ องค์กรยังต้องยกระดับวิธีการดำเนินงานด้วยการใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ และการผลักดันการเติบโตที่ชุมชนมีส่วนร่วมอย่างทั่วถึง ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญที่จะกำหนดความสำเร็จในระยะยาว

สายงาน ESG

  • Governance under Constraint: ธรรมาภิบาลภายใต้ขีดจำกัด

ความท้าทายหลักต่อการดำเนินงาน ESG ไม่ใช่เรื่องที่คณะกรรมการและผู้บริหารระดับสูงจะเลือกได้ แต่เป็นเรื่องของการทำอย่างคัดสรรและมีวินัย โดยในปี 2569 กิจการจะเพิ่มความกระชับในการตรวจสอบดูแล การจัดลำดับความสำคัญกับความเสี่ยงและโอกาสที่เป็นสาระสำคัญต่อธุรกิจ และทำให้แน่ใจว่าความพยายามในการกำกับดูแลและการขับเคลื่อนเรื่องความยั่งยืน จะช่วยเสริมความเชื่อมั่น ความพร้อมผันในระยะใกล้ และการสร้างมูลค่าในระยะยาว ท่ามกลางสภาพแวดล้อมการดำเนินงานที่แยกส่วนและเต็มไปด้วยความไม่แน่นอน
  • Disclosure Gap: ช่องว่างการเปิดเผยข้อมูล

ปัญหาช่องว่างการเปิดเผยข้อมูลเป็นปัญหาที่สั่งสมมานานและกำลังทวีความสำคัญมากขึ้น จากข้อจำกัดที่มาตรฐานการรายงานความยั่งยืนไม่มีผลผูกพันทางกฎหมาย ส่งผลให้การเปิดเผยข้อมูลความยั่งยืนที่เกี่ยวข้องกับกิจการมีลักษณะกระจัดกระจายและแตกต่างกัน ทำให้ธุรกิจที่ต้องการสร้างความเชื่อมั่นให้กับผู้ลงทุนและผู้มีส่วนได้เสีย ต้องมีแนวทางการเปิดเผยข้อมูลโดยใช้การวิเคราะห์ประเด็นสาระสำคัญตามบริบทของกิจการ
รวมถึงการจัดทำดัชนีข้อมูลที่อ้างอิงตามมาตรฐานการรายงานที่เกี่ยวข้อง และมีการวางแนวเนื้อหาให้สอดคล้องกับเกณฑ์ประเมินของหน่วยงานผู้ประเมินซึ่งเป็นที่ยอมรับในวงกว้าง

ดร.พิพัฒน์ ยอดพฤติการ ประธานสถาบันไทยพัฒน์
ด้าน ดร.พิพัฒน์ ยอดพฤติการ ประธานสถาบันไทยพัฒน์ กล่าวทิ้งท้ายถึงโจทย์สำคัญสำหรับธุรกิจไทยในปีนี้ว่า
“ในยุคนี้ต้องมีการสร้างความยั่งยืนในแบบฉบับที่เรียกว่า Resilience หรือความพร้อมผัน อันจะเป็นฐานรากของการดำเนินธุรกิจที่ต้องการปรับตัวเองให้สามารถอยู่รอดและเติบโตภายใต้เงื่อนไขและระเบียบโลกใหม่ที่กำลังก่อตัวขึ้น”
“การสร้างความพร้อมผันให้เกิดขึ้นในองค์กรมิใช่เพียงการเตรียมรับมือกับความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้นในอนาคตเท่านั้น แต่เป็นการออกแบบกลไกภายในที่ช่วยให้กิจการสามารถดูดซับผลกระทบ ปรับตัวอย่างเท่าทัน และเปลี่ยนผ่านไปสู่รูปแบบการดำเนินงานที่มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น ท่ามกลางความผันผวนที่เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง ทั้งจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ความเสื่อมโทรมทางธรรมชาติ และลัทธิปกป้องทางการค้า ซึ่งล้วนเป็นตัวแปรสำคัญที่ธุรกิจไม่อาจมองข้าม”
“องค์กรที่สามารถสร้างความพร้อมผันได้อย่างเป็นระบบ จะไม่เพียงลดความสูญเสียที่อาจเกิดขึ้นจากภัยพิบัติหรือวิกฤตต่างๆ แต่ยังสามารถสร้างศักยภาพทางเศรษฐกิจที่สูงขึ้น ไม่ว่าภัยพิบัติจะเกิดขึ้นหรือไม่ก็ตาม ผ่านการเพิ่มผลิตภาพ การลดต้นทุนทางการเงิน หรือการดึงดูดเม็ดเงินลงทุนได้มากขึ้น รวมถึงก่อให้เกิดประโยชน์ร่วมทางสังคมและสิ่งแวดล้อม อาทิ การฟื้นฟูระบบนิเวศ และการยกระดับคุณภาพชีวิตของชุมชน อันเป็นการส่งมอบประโยชน์ที่ครอบคลุมทั้งมิติเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม ตามเจตนารมณ์ของการพัฒนาที่ยั่งยืน” ดร.พิพัฒน์ กล่าวในที่สุด

อัปเดตเทรนด์ด้านความยั่งยืนในทุกด้าน

ส่องไอเดีย “บ้านประหยัดพลังงาน” ตอบโจทย์ความยั่งยืนในยุคโลกเดือด

เมื่อ เอลนีโญ 2026 แรงกว่าที่คิด แถมคาดการณ์ ภัยแล้ง – เรนบอมบ์ มาแน่! ประเทศไทยต้องเตรียมรับมืออย่างไร?

ไม่ใช่แค่ปลูกต้นไม้! รื้อระบบ “กิน-ใช้-เดินทาง” ทางรอดเดียวของมนุษย์ ก่อนโลกทะลุขีดจำกัด 1.5 องศา