Wednesday, August 26, 2026

สาลิกาคาบข่าว Vol.68

อัดฉีด B7 ดัน E20/E85 สู้ราคาพลังงานพุ่ง ศึกตะวันออกกลาง

นายอรรถพล ฤกษ์พิบูลย์ รมว.พลังงาน แถลงภายหลังการประชุมเรื่องการแก้ไขสถานการณ์ด้านพลังงานจากผลกระทบในภูมิภาคตะวันออกกลาง โดยระบุว่าจากเหตุการณ์สู้รบในภูมิภาคตะวันออกกลางกลางที่ยังไม่มีความชัดเจนว่าสถานการณ์จะยุติลงได้เมื่อไรนั้น เพื่อเป็นการแก้ปัญหาด้านราคา และปริมาณสต็อกน้ำมันในประเทศ ซึ่งนอกจากจะมีการระงับการส่งออกน้ำมัน และให้ผู้ค้าเพิ่มการสำรองน้ำมันจาก 1% เป็น 3% แล้วนั้น ได้มีการเตรียมแนวทางในการเพิ่มส่วนผสมของน้ำมันไบโอดีเซล B5 เป็น B7 โดยจะให้มีผลตั้งแต่วันที่ 14 มี.ค. นี้เป็นต้นไป ทั้งนี้ เพื่อลดปริมาณการใช้เนื้อน้ำมันดีเซลลงอย่างน้อย 2% อีกทั้งยังเป็นการช่วยเพิ่มปริมาณการรับซื้อผลปาล์มจากเกษตรกรได้มากขึ้น ขณะเดียวกัน ได้สั่งให้มีการศึกษาแนวโน้มการปรับเพิ่มส่วนผสมน้ำมันไบโอดีเซล เป็น B10 และ B20 ในระยะถัดไป
พร้อมกันนี้ รัฐบาลจะส่งเสริมให้มีการใช้น้ำมันแก๊สโซฮอล์ E20 E85 ให้มากขึ้น ผ่านการสร้างแรงจูงใจด้านราคา ด้วยการทำให้ส่วนต่างราคาขายปลีกระหว่างราคา E10 กับ E20 และ E85 เพิ่มมากขึ้นจาก 2 บาท เป็น 3 บาท ซึ่งจะช่วยประหยัดเงินของประชาชนได้มากขึ้น เพราะปัจจุบันพบว่ารถยนต์หลายรุ่นสามารถเติม E20 ได้แล้ว

ศึกสหรัฐฯ-อิหร่าน” พ่นพิษ SME ต้นทุนกระฉูด ทุบผลิต อัดสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ 3% ยาว 3 ปี

ศูนย์วิจัย SME D Bank ประเมินสถานการณ์ความตึงเครียดระหว่างสหรัฐฯ-อิหร่าน ส่งผลกระทบต่อผู้ประกอบการไทยทั้งทางตรงและทางอ้อม โดยเฉพาะ ต้นทุนพลังงาน ปุ๋ย และสินค้าปิโตรเคมีที่พุ่งสูงขึ้น กระทบภาคการผลิตและอุตสาหกรรมหนักมากที่สุด พร้อมฉุดความเชื่อมั่นและจำนวนนักท่องเที่ยวลดลง ทั้งนี้ นายพิชิต มิทราวงศ์ กรรมการผู้จัดการ SME D Bank แนะผู้ประกอบการเร่งปรับตัวบริหารจัดการต้นทุนอย่างเป็นระบบ และเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาด (Green Energy) เพื่อสร้างทางรอดที่ยั่งยืน
และเพื่อบรรเทาภาระทางการเงิน ธนาคารได้เปิดตัว 3 ผลิตภัณฑ์สินเชื่อดอกเบี้ยพิเศษ 3% ต่อปี คงที่ 3 ปีแรก ได้แก่ สินเชื่อ SME Green Productivity, Beyond ติดปีก SME และปลุกพลัง SME (วงเงินสูงสุด 30 ล้านบาท) มุ่งสนับสนุนการลงทุนในเทคโนโลยีประหยัดพลังงานและเสริมสภาพคล่อง พร้อมเสริมแกร่งผ่านแพลตฟอร์ม DX by SME D Bank ที่ให้ความรู้ด้านการตลาดและการเพิ่มมูลค่าสินค้าตลอด 24 ชั่วโมง เพื่อช่วยให้เอสเอ็มอีไทยก้าวผ่านวิกฤตต้นทุนและมุ่งสู่อุตสาหกรรมสีเขียวได้อย่างมั่นคง

“อธิปไตย AI” มาแรง ประเทศทั่วโลกแห่ทิ้งระบบตะวันตก หันสร้างแพลตฟอร์มตัวเอง

การ์ทเนอร์เผยภายในปี 2570 กว่า 35% ของประเทศทั่วโลกจะหันหลังให้ AI ระบบปิดจากสหรัฐฯ แล้วหันมาใช้ “Region-Specific AI” หรือแพลตฟอร์มเฉพาะภูมิภาคแทน เพิ่มขึ้นจากปัจจุบันที่มีเพียง 5% เท่านั้น โดยมีชนวนเหตุสำคัญจากความต้องการ “อธิปไตยทางดิจิทัล” (Digital Sovereignty) ที่เน้นความสอดคล้องทางวัฒนธรรม กฎหมาย และภาษาท้องถิ่น ซึ่งโมเดลระดับโลกมักตอบโจทย์ได้ไม่ดีพอ
ปรากฏการณ์นี้บีบให้หลายประเทศต้องควักกระเป๋าลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน AI สูงถึง 1% ของ GDP ภายในปี 2572 เพื่อสร้าง “Sovereign AI Stack” ของตนเอง ตั้งแต่ดาต้าเซ็นเตอร์ไปจนถึงโมเดลภาษา (LLM) ที่เข้าใจบริบทเฉพาะตัว ส่งผลให้ตลาดโครงสร้างพื้นฐาน AI พุ่งทะยานระดับล้านล้านดอลลาร์ ด้านผู้บริหารไอที (CIO) ยุคใหม่ต้องรีบปรับตัว วางระบบให้ยืดหยุ่นพร้อมสลับใช้ AI หลายค่าย และเร่งจับมือพันธมิตรคลาวด์ระดับชาติก่อนตกขบวนเทคโนโลยีที่กำลังแบ่งขั้วอย่างรุนแรง

“โลกเดือด” พ่นพิษ ดัชนีความร้อนพุ่ง 58°C ทุบสถิติใหม่ปี 69

เตรียมรับมือวิกฤตความร้อนทะลุขีดจำกัด เมื่อดัชนีความร้อน (Heat Index) ในไทยปี 2569 จ่อแตะระดับ 58 องศาเซลเซียส ซึ่งถือเป็นระดับ “อันตรายมาก” ต่อร่างกายมนุษย์ ผลกระทบจากสภาวะเอลนีโญแรงสูงทำให้อากาศร้อนจัดบวกความชื้นพุ่งสูง จนร่างกายระบายความร้อนไม่ทัน เสี่ยงภาวะฮีทสโตรกฉับพลันถึงขั้นวิกฤต
วิกฤตครั้งนี้สะเทือนถึงวงการอสังหาฯ และงานก่อสร้างขนานใหญ่ เมื่อไซต์งานทั่วประเทศต้องปรับตารางเวลาหนีตายจากแดดบ่ายเพื่อรักษาชีวิตคนงาน ขณะที่สถาปนิกยุคใหม่ต้องรื้อตำราออกแบบบ้าน “Passive Design” มาใช้เต็มรูปแบบ ทั้งการติดตั้งฉนวนกันความร้อนเกรดสูงสุดและการใช้กระจกตัดแสง Low-E เพื่อสู้กับรังสี UV ที่ทวีความรุนแรง หากไม่ปรับตัวตั้งแต่วันนี้ บ้านของคุณอาจกลายเป็น “เตาอบ” ในอนาคตอันใกล้