Sea Moss ต้นแบบ Superfood แห่งอนาคต

“สาหร่าย” Sea Moss หรือรู้จักกันในอีกชื่อหนึ่งว่า Irish Moss เป็น “สาหร่ายแดง” ชนิดหนึ่ง ซึ่งที่พบได้ทั่วไปตามชายฝั่งประเทศไอร์แลนด์ รวมถึงพื้นที่อื่นๆ ของมหาสมุทรแอตแลนติก

โดยเฉพาะอย่างยิ่ง “สาหร่าย” Sea Moss ยังสามารถเติบโตได้ในเขตน้ำอุ่นในประเทศแถบเอเชีย อเมริกาใต้ หรือแอฟริกา ได้อีกด้วย
National Health System (NHS) หรือ “สำนักงานสุขภาพแห่งสหราชอาณาจักร” ได้ออกแถลงการณ์เกี่ยวกับ “สาหร่าย” Sea Moss ว่า “สาหร่าย” Sea Moss มีวิตามินเอ และวิตามินอี ซึ่งมีความสำคัญต่อสุขภาพผิว
นอกจากนี้ยังมี “สารต้านอนุมูลอิสระ” คือ “โพลีฟีนอล” ซึ่งมีฤทธิ์ “ต้านการอักเสบ” ได้ดีมากอีกด้วย
ขณะที่ Leah de Souza-Thomas นักวิทยาศาสตร์ชีวการแพทย์แห่งสหราชอาณาจักร ผู้ซึ่งเป็นสมาชิกสภา Nutritionist Resource องค์กรฐานข้อมูล Big Data สำหรับนักโภชนาการ ระบุว่า มีหลักฐานจากงานวิจัยน้อยมากที่ระบุว่า “สาหร่าย” Sea Moss ช่วยในเรื่องสุขภาพผิวพรรณ
“งานวิจัย ที่แสดงให้เห็นถึงประโยชน์ของ “สาหร่าย” Sea Moss ที่มีต่อผิวพรรณ มักมุ่งไปที่การรักษาเฉพาะจุด เช่น ในรูปของครีม หรือขี้ผึ้ง หรืออะไรก็ตาม ที่ไม่ใช่การรับประทาน”
British Dietetic Association (BDA) หรือ “สมาคมโภชนาการแห่งสหราชอาณาจักร” ระบุว่า “สาหร่าย” Sea Moss อุดมไปด้วยสารอาหาร เช่น เหล็ก แม็กนีเซียม ไอโอดีน และวิตามินต่างๆ ซึ่งส่งผลต่อสุขภาพที่ดีโดยรวมเช่นเดียวกันกับสาหร่ายหลายชนิด
ทั้งนี้ “สาหร่าย” Sea Moss มีจำหน่ายอย่างแพร่หลายทางออนไลน์ในรูปแบบ “สาหร่าย” Sea Moss แห้ง “สาหร่าย” Sea Moss ดิบ แต่ผลิตภัณฑ์ที่กำลังได้รับความนิยมมากที่สุดก็คือ “สาหร่าย” Sea Moss อัดเม็ด “สาหร่าย” Sea Moss เยลลี่
ผู้เชี่ยวชาญได้ออกมาคาดการณ์ว่า ภายในปี ค.ศ. 2032 ตลาด “สาหร่าย” Sea Moss ทั่วโลก จะมีมูลค่าเกิน 3 พันล้านเหรียญสหรัฐฯ หรือประมาณ 100,000 ล้านบาท เนื่องจากความต้องการที่สูงมากจากประเทศจีน
International Council for Food Additives หรือ “สภาวัตถุเจือปนอาหารระหว่างประเทศ” ระบุว่าเป็นเวลาราว 14,000 ปีแล้ว ที่มนุษย์มีการบริโภค “สาหร่าย” Sea Moss โดยมีหลักฐานว่าถูกนำมาใช้เป็นยาในประเทศจีนตั้งแต่ 600 ปีก่อนคริสตกาล
โดยในปัจจุบัน มีการนำ “สาหร่าย” Sea Moss มาผลิตเป็นสารเติมแต่งที่มีชื่อว่า “คาราจีแนน” ใช้เพิ่มความข้น และเป็นสารก่อเนื้อเจลในอาหาร เช่น ไอศกรีม นม ช็อกโกแลต และเยลลี่
อย่างไรก็ดี งานวิจัยโดยมหาวิทยาลัย Vermont สหรัฐอเมริกา ในปี ค.ศ. 2022 พบว่า วัฒนธรรมอาหารเป็นเรื่องที่ได้รับความนิยมบน TikTok มีคลิปวิดีโอ 10,000 ล้านรายการที่ติดแฮชแท็กว่า #weightloss หรือ “อาหารช่วยลดน้ำหนัก”
TikTok Users จำนวนมากต่างช่วยกันโปรโมท “สาหร่าย” Sea Moss ว่าเป็น Superfood ที่ช่วยลดน้ำหนัก แต่ Bridget Benelam โฆษก British Nutrition Foundation หรือ “มูลนิธิโภชนาการแห่งอังกฤษ” บอกว่าไม่มีอะไรบ่งชี้ว่า “สาหร่าย” Sea Moss เป็นสุดยอดอาหารโภชนาการสูงแต่อย่างใด
“เรารู้น้อยมาก ว่าการบริโภค “สาหร่าย” Sea Moss มีประโยชน์ต่อสุขภาพของเราอย่างไร” Bridget Benelam สรุป

แม้ว่า Kim Kardashian พิธีกรชื่อดังได้พร่ำเพ้อว่า เธอดื่มสมูทตี้ “สาหร่าย” Sea Moss ทุกเช้า เพราะมันเป็นส่วนหนึ่งของการกินอาหารที่ทำจากพืช หรือ Plant-Based ก็ตาม
Richelle Isaacs นักบำบัดทางโภชนาการที่เน้นวิธีธรรมชาติบำบัดซึ่งขึ้นทะเบียนในสหราชอาณาจักร บอกว่า “สาหร่าย” Sea Moss อุดมไปด้วยเส้นใยที่ช่วยให้รู้สึกอิ่ม 
“แต่ยังมีหลักฐานไม่เพียงพอเกี่ยวกับการสนับสนุนว่ามันช่วยลดน้ำหนักนะคะ”
เป็นที่ทราบกันดีในแวดวงโภชนาการ ว่าการบริโภค “สาหร่าย” นั้น “ดีต่อลำไส้” นั่นหมายถึง “สาหร่ายทะเลทุกชนิด” หาใช่เพียง “สาหร่าย” Sea Moss ชนิดเดียวแต่อย่างใดไม่
แม้ว่า “สาหร่าย” Sea Moss จะอุดมไปด้วยโพลีแซ็กคาไรด์ ซึ่งเป็นพรีไบโอติกคาร์โบไฮเดรตชนิดหนึ่งที่ดีต่อสุขภาพลำไส้สูงกว่าสาหร่ายชนิดอื่นก็ตาม
“พรีไบโอติก ก็เหมือนกับปุ๋ยสำหรับจุลินทรีย์ในลำไส้ของเรา” โฆษก BDA กล่าว และว่า “พวกมันเป็นอาหารสำคัญที่เลี้ยงแบคทีเรียที่ดีของเรา”
ขณะเดียวกัน คณบดีคณะสาธารณสุขศาสตร์ มหาวิทยาลัย Havard ตั้งข้อสังเกตว่า การที่ลำไส้แข็งแรงนั้น มีปัจจัยอื่นๆ เข้ามาเกี่ยวข้องค่อนข้างมาก ไม่ว่าจะเป็น ระบบภูมิคุ้มกัน หรือสุขภาพสมอง โดยหากลำไส้มีสุขภาพดี ก็อาจช่วยลดความเสี่ยงต่อการเป็นเบาหวานได้
Leah de Souza-Thomas กลับมาคุยกับเราเป็นการปิดท้ายว่า ผลการวิจัยเกี่ยวกับ “สาหร่าย” Sea Moss แม้จะมีเพียงเล็กน้อย แต่ก็สามาถแสดงให้เห็นผลลัพธ์ที่น่าเชื่อถือ
“เพราะเมื่อคุณพูดถึงประโยชน์เกี่ยวกับสุขภาพลำไส้ก็จะมีคนรุ่นใหม่หันมาฟัง แต่ฉันคิดว่า เรื่อง “สาหร่าย” Sea Moss นั้น ยังคงต้องมีงานศึกษาวิจัยเพิ่มเติมเพื่อทำความเข้าใจบทบาทของมันในเรื่องนี้อย่างถ่องแท้อีกสักหน่อย”
อย่างไรก็ตาม มีผู้เชี่ยวชาญออกมาระบุถึงความเสี่ยงบางอย่างที่อาจเกิดขึ้นจากการรับประทาน “สาหร่าย” Sea Moss 
เนื่องจาก “สาหร่าย” Sea Moss มีไอโอดีนสูงมาก ซึ่งอาจทำให้เกิดปัญหากับต่อมไทรอยด์ได้ หากบริโภค “สาหร่าย” Sea Moss ในปริมาณที่มากจนเกินไป
Bridget Benelam ชี้ว่า “ไม่ควรกิน “สาหร่าย” Sea Moss เกินปริมาณที่แนะนำบนบรรจุภัณฑ์”
“เช่นเดียวกับสาหร่ายทะเลชนิดอื่น เพราะ “สาหร่าย” Sea Moss สามารถดูดซับโลหะหนักจากน้ำได้ แม้จะขึ้นอยู่กับว่ามันเติบโตในแหล่งน้ำใดก็ตาม”
The European Food Safety Authority หรือ “สำนักงานความปลอดภัยด้านอาหารแห่งยุโรป” ระบุว่า โลหะที่สะสมในร่างกายอาจนำไปสู่อันตรายเมื่อเวลาค่อยๆ ผ่านไป
Leah de Souza-Thomas แย้งว่า ยังคงปลอดภัย หากบริโภค “สาหร่าย” Sea Moss ในปริมาณเพียงเล็กน้อย โดยถือว่ามันเป็นส่วนหนึ่งของอาหารเพื่อสุขภาพ
“แต่ “สาหร่าย” Sea Moss ไม่ใช่สิ่งมหัศจรรย์เหมือนใน TikTok อย่างแน่นอน” Leah de Souza-Thomas กล่าว และว่า
“เราควรมองว่า “สาหร่าย” Sea Moss เป็น “ผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร” มากกว่าการบริโภคเพื่อทดแทนการรับประทานอาหารที่หลากหลาย”
“ฉันเชื่อว่า มนุษย์ยังคงต้องบริโภคผัก ผลไม้ ธัญพืชไม่ขัดสี โปรตีนคุณภาพ และไขมันที่ดีต่อสุขภาพอยู่เสมอ” Leah de Souza-Thomas ทิ้งท้าย