หนึ่งในโจทย์สำคัญของภาคสาธารณสุขไทยในช่วงหลายทศวรรษที่ผ่านมา คือ การจัดการกับโรคอุบัติเก่าที่ไม่เคยหมดไปอย่าง “วัณโรค” และความท้าทายที่ยากไปกว่านั้นกลับไม่ใช่วัณโรคระยะแสดงอาการ แต่เป็นภัยเงียบที่กำลังซ่อนเร้นอยู่ในสังคมอย่าง ‘วัณโรคแฝง’ (Latent Tuberculosis Infection: LTBI) ซึ่งสถิติระบุว่า “ประชากรโลกถึง 1 ใน 4 มีเชื้อวัณโรคแฝงซ่อนอยู่โดยไม่รู้ตัว” เนื่องจากยังไม่แสดงอาการ ทว่าพร้อมจะปะทุและลุกลามกลายเป็นวัณโรคระยะแพร่กระจายทันทีที่ภูมิคุ้มกันร่างกายลดลง
“การตัดวงจรตั้งแต่ระยะเริ่มต้น จึงเป็นภารกิจจำเป็นเร่งด่วนที่ต้องดำเนินการ เพื่อยุติโรคนี้ให้ได้อย่างรวดเร็วที่สุด” และจากเป้าหมายที่ชัดเจนนี้เอง ที่นำมาสู่การคิดค้นและต่อยอด “นวัตกรรรมเปลี่ยนเกม” โดย ศูนย์เทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์แห่งชาติ (เนคเทค) สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) ที่ได้ต่อยอด นวัตกรรมตรวจเลือดพกพา SERS-TB เพื่อช่วยในการยุติวัณโรคในพื้นที่นำร่องอย่างภาคอีสานของไทย

โดยการขยายผล ปรับเอา SERS-TB มาใช้จะเริ่มที่จังหวัดร้อยเอ็ดและพื้นที่ความร่วมมือวิจัยในจังหวัดขอนแก่น เพื่อสาธิตการใช้งานต้นแบบนวัตกรรมคัดกรองที่หลอมรวมเทคโนโลยี AI เข้ากับงานสาธารณสุขมูลฐาน ซึ่งในโอกาสนี้มีการจัดเวทีบูรณาการเทคโนโลยีต้านวัณโรค พร้อมปักหมุดผลักดัน “เป้าหมาย END TB ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ” ภายในปี พ.ศ. 2578 (ค.ศ. 2035) ควบคู่ไปด้วย
ในพิธีเปิดงาน ดร.วรวรงค์ รักเรืองเดช รองผู้อำนวยการ สวทช. เปิดเผยถึงวิสัยทัศน์ในการผลักดันงานวิจัยชิ้นนี้ว่า นวัตกรรม SERS-TB เป็นภาพสะท้อนที่ชัดเจนของ สวทช. ในการทำหน้าที่เป็น “ขุมพลังวิจัย” และ “เครื่องยนต์วิจัยของชาติ” เพื่อตอบสนองต่อนโยบายการขับเคลื่อนเศรษฐกิจสุขภาพ (Wellness Economy) โดยมุ่งเน้นการนำวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีขั้นสูงมาแก้โจทย์วิกฤตด้านสุขภาพ เพื่อให้คนไทยมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นและเท่าเทียมกัน
“การที่งานวิจัยด้านเครื่องมือแพทย์จะก้าวข้ามจากหิ้งไปสู่การใช้ประโยชน์จริงในระบบสาธารณสุขได้อย่างยั่งยืนนั้น จากงานวิจัยผลักดันเป็นนวัตกรรมจะต้องผ่านการทดสอบรอบด้าน ทั้งในมิติสมรรถนะ ความเหมาะสมกับระบบบริการจริง ความปลอดภัย และมาตรฐานทางการแพทย์เพื่อเตรียมพร้อมสู่การขึ้นทะเบียนตามข้อกำหนดของหน่วยงานกำกับดูแล”
“ทั้งนี้ จุดแข็งที่สุดของโครงการนี้ คือ การที่นวัตกรรมไทยได้ลงมาเรียนรู้และรับโจทย์จากพื้นที่ปฏิบัติงานจริงตั้งแต่ยังอยู่ในระยะวิจัย ทำให้นักวิจัยเข้าใจข้อจำกัด และเปิดโอกาสให้แพทย์รวมถึงบุคลากรหน้างานมีส่วนร่วมออกแบบทิศทางพัฒนาร่วมกัน สวทช. ตั้งเป้าที่จะผลักดันให้นวัตกรรมนี้สร้างผลกระทบเชิงบวกต่อระบบสาธารณสุขไทยในวงกว้าง ไม่ใช่เป็นเพียงแค่โมเดลต้นแบบในห้องแล็บเท่านั้น”

ด้าน ดร.นพดล นันทวงศ์ นักวิจัยกลุ่มวิจัยอุปกรณ์สเปกโทรสโกปีและเซนเซอร์ เนคเทค สวทช. ได้ให้ข้อมูลเจาะลึกไปที่กลไกการทำงานของนวัตกรรม SERS-TB ว่า
“SERS-TB เป็นการประยุกต์ใช้เทคนิค Surface-Enhanced Raman Spectroscopy (SERS) ร่วมกับ เครื่องวัดสัญญาณรามานแบบพกพา (Portable Raman Spectrometer) และระบบประมวลผลอัจฉริยะด้วยปัญญาประดิษฐ์ (AI) หัวใจสำคัญที่เนคเทคพัฒนาขึ้น คือ “OnSpec” (ออนสเปก) ชิปขยายสัญญาณรามานโครงสร้างนาโนจากโลหะเงินที่ผลิตด้วยเทคนิคการเคลือบฟิล์มบางขั้นสูง ซึ่งมีคุณสมบัติพิเศษในการขยายสัญญาณการกระเจิงแสงรามานได้มหาศาล ทำให้นักวิจัยสามารถตรวจวัดและตรวจจับสัญญาณชีวโมเลกุลจำเพาะจากตัวอย่างเลือด (พลาสมา) ที่มีความเจือจางมากในระดับ Trace Concentration ได้อย่างแม่นยำ ซึ่งวิธีปกติไม่สามารถทำได้”
“ความพิเศษของ SERS-TB คือการออกแบบขั้นตอนการทำงานจริงหน้างานให้ง่ายและรวดเร็ว (Workflow Optimization) เริ่มจากการหยดตัวอย่างเลือดปริมาณน้อยลงบนชิป OnSpec รอให้แห้ง แล้วใช้เครื่องรามานแบบพกพาอ่านสัญญาณเพื่อบันทึกลักษณะสเปกตรัม เนื่องจากสัญญาณรามานมีรายละเอียดและความซับซ้อนของข้อมูลสูงมาก ทีมวิจัยจึงได้พัฒนา AI เข้ามาทำหน้าที่ประมวลผลข้อมูลและวิเคราะห์รูปแบบสเปกตรัมเหล่านั้นร่วมกันเป็นระบบเดียว ทำให้การอ่านผลมีความเป็นระบบ แม่นยำ ช่วยลดเวลาการรายงานผลเชิงเทคนิคเหลือเพียงไม่กี่นาทีหรือไม่ถึง 1 ชั่วโมง จากเดิมที่ต้องรอผลแล็บทางคลินิกนาน 1-2 วัน อีกทั้งยังช่วยลดภาระของบุคลากรทางการแพทย์หน้างานในการตีความข้อมูล จึงตอบโจทย์การเป็นนวัตกรรมคัดกรองขั้นสูง ณ จุดดูแลผู้ป่วย (Point-of-Care) ในชุมชนอย่างแท้จริง”
ความน่าสนใจของการเปิดตัว นวัตกรรมตรวจเลือดพกพา SERS-TB ยังอยู่ที่ความสำเร็จของการร่วมมือกับ พันธมิตรร่วมวิจัย อย่าง คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น ที่มา “เปลี่ยน Deep Tech ให้กลายเป็นเครื่องมือที่ใช้งานได้จริงในโรงพยาบาล” โดย ศาสตราจารย์ พญ.วิภา รีชัยพิชิตกุล คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น ได้เน้นย้ำถึงความสำคัญในมิติทางคลินิกว่า

“การพัฒนานวัตกรรมคัดกรองวัณโรค โดยเฉพาะในกลุ่ม ‘วัณโรคแฝง’ จำเป็นต้องเดินควบคู่ไปกับองค์ความรู้ทางการแพทย์และบริบทของระบบบริการสาธารณสุขจริง ซึ่งเป้าหมายหลักของงานวิจัยชิ้นนี้ คือ การเพิ่มทางเลือกในการคัดกรองที่มีความรวดเร็วและเข้าถึงง่ายขึ้นในระดับชุมชน”
“โดยผลลัพธ์ที่ได้จากระบบ SERS-TB จะถูกนำไปใช้ร่วมกับข้อมูลทางคลินิกอื่น ๆ เพื่อช่วยให้แพทย์สามารถประเมินความเสี่ยงและตัดสินใจทางการแพทย์ได้อย่างรอบคอบและเหมาะสมที่สุด การลงพื้นที่ทดสอบจริงครั้งนี้จึงช่วยให้ทีมวิจัยได้เห็นแง่มุมการใช้งานเพื่อนำไปปรับปรุงเทคโนโลยีให้เกิดประโยชน์สูงสุดต่อผู้ป่วยจริง”
นอกจากนั้น ศ.ดร.เกียรติไชย ฟักศรี คณบดีบัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยขอนแก่น และผู้อำนวยการศูนย์วิจัยและบริการตรวจวินิจฉัยโรคติดเชื้อระบาดใหม่ ได้กล่าวเพิ่มเติมถึงการเข้าถึงนวัตกรรมภายใต้แนวคิด “AI-based TB Diagnosis for All: นวัตกรรมการตรวจวัณโรคถ้วนหน้า เร็ว ง่าย เข้าถึงชุมชน” ว่า
“AI-based TB Diagnosis for All คือ ทิศทางอนาคตของการนำปัญญาประดิษฐ์และเทคโนโลยีวินิจฉัยยุคใหม่เข้ามาทลายข้อจำกัดเดิม ๆ เพื่อช่วยให้ระบบคัดกรองวัณโรคทำงานได้เร็วขึ้น เข้าถึงง่ายขึ้น และขยายการบริการลงลึกไปสู่ระดับชุมชนห่างไกลได้มากขึ้น การพัฒนานวัตกรรมสุขภาพในลักษณะนี้เริ่มต้นจากโจทย์จริงของประเทศ เทคโนโลยีจึงถูกหล่อหลอมขึ้นจากข้อมูลที่มีคุณภาพ การทดสอบทางคลินิกที่เข้มข้น”

“ดังนั้น การประสานพลังร่วมกันระหว่าง สวทช. มหาวิทยาลัยขอนแก่น โรงพยาบาลร้อยเอ็ด และเครือข่ายในพื้นที่ จึงมีส่วนทำให้ประชาชนได้รับโอกาสในการตรวจคัดกรองและเข้าถึงระบบดูแลรักษาสุขภาพได้อย่างเท่าเทียมกัน”
จากความร่วมมือของทุกฝ่าย ที่ร่วมกันพัฒนา นวัตกรรมตรวจเลือดพกพา SERS-TB ในวันนี้ โรงพยาบาลร้อยเอ็ด หนึ่งในโรงพยาบาลสำคัญในภาคอีสาน ได้นำนวัตกรรมนี้มาทดสอบในภาคสนามแล้ว โดย พ.ท.นพ.ฐมฤกษ์ แสงเงิน ผู้อำนวยการคลินิกวัณโรค โรงพยาบาลร้อยเอ็ด ได้เปิดเผยถึงแง่มุมการทำงานเชิงรุกในพื้นที่ร้อยเอ็ดที่เชื่อมโยงกับแนวทางการทำงานของพื้นที่ขอนแก่นว่า
“ในระดับปฏิบัติการงานควบคุมวัณโรคหน้างานมีความซับซ้อนสูงมาก เพราะไม่ใช่เพียงแค่การตรวจเจอแล้วให้ยารักษา แต่ความท้าทายหลักอยู่ที่การติดตามกลุ่มผู้สัมผัสร่วมบ้าน (House Contact) การป้องกันและลดอัตราการขาดยาของผู้ป่วย ตลอดจนการบริหารจัดการระบบข้อมูลร่วมกันผ่านเครื่องมือดิจิทัล เช่น ระบบ TB Data Center เพื่อเชื่อมโยงข้อมูลระหว่างโรงพยาบาลและชุมชน”
“การนำเครื่องมือ SERS-TB มาทดสอบภาคสนามช่วยให้เรามองเห็นรายละเอียดที่ห้องแล็บในกรุงเทพฯ อาจจะบอกไม่ได้ทั้งหมด ทั้งเรื่องกระบวนการเก็บสิ่งส่งตรวจ การไหลเวียนของผู้ป่วย (Patient Flow) การจัดสรรพื้นที่ และการทำงานร่วมกับห้องแล็บในโรงพยาบาล แต่ถ้ายึดเอาหัวใจสำคัญของการนำนวัตกรรมทางการแพทย์มาปรับใช้ ก็ถือว่าตอบโจทย์สำคัญ คือ เทคโนโลยีใหม่ต้องไม่สร้างภาระงานเพิ่มให้แก่เจ้าหน้าที่สาธารณสุขหน้างาน และต้องเชื่อมโยงเข้ากับระบบฐานข้อมูลติดตามผู้ป่วยที่มีอยู่เดิมได้อย่างไร้รอยต่อ”

“ทั้งนี้ปัจจุบันโรงพยาบาลร้อยเอ็ดมีแนวทางการค้นหาผู้ป่วยเชิงรุก (Active Case Finding) โดยจับมือร่วมกับเครือข่ายอาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน (อสม.) และใช้การวิเคราะห์ข้อมูลเชิงพื้นที่ระบุพิกัดจุดเสี่ยง ซึ่งจะเป็นโอกาสสำคัญในการนำนวัตกรรมคัดกรองไวอย่าง SERS-TB ไปต่อยอดทำงานเชิงรุกในชุมชน หลังเสร็จสิ้นกระบวนการวิจัยทดสอบภาคสนามนี้ต่อไป”
นวัตกรรมฝีมือนักวิจัยไทยที่ใช้งานได้จริง
Thailand’s First Sensory AI Platform แพลตฟอร์ม AI เวอร์ชั่นล่าสุด











