ภาพจำของเมืองบังคาลอร์ในฐานะ ‘ซิลิคอนวัลเลย์แห่งอินเดีย’ ที่ขับเคลื่อนด้วยอุตสาหกรรมไอทีและบริการเอาท์ซอร์ส (IT Outsource) กำลังท้าทายตัวเองและต้องการเขียนประวัติศาสตร์ใหม่

โดยเมืองหลวงแห่งรัฐกรณาฏกะแห่งนี้ ไม่ได้หยุดตัวเองไว้ที่ความสำเร็จเดิม แต่กำลังก้าวสู่บทบาทที่ซับซ้อนและมีมูลค่าสูงยิ่งกว่า นั่นคือการทะยานขึ้นเป็น ศูนย์กลางเทคโนโลยีชีวภาพ (Biotechnology) และ การผลิตเชิงชีวภาพ (Bio-manufacturing) ที่สำคัญที่สุดแห่งหนึ่งของเอเชีย การเปลี่ยนผ่านครั้งนี้ไม่ใช่เรื่องบังเอิญ แต่เกิดจากยุทธศาสตร์เชิงรุกที่ภาครัฐวางหมากไว้อย่างแยบยล เพื่อยกระดับเมืองจากการเป็นเพียง “ศูนย์บริการเทคโนโลยี” สู่การเป็น “ศูนย์กลางการสร้างนวัตกรรมเชิงลึก” (Deep Tech Innovation Hub)

การขยับตัวครั้งสำคัญนี้ไม่ได้เริ่มต้นจากศูนย์ ทว่าสร้างขึ้นบนรากฐานที่แข็งแกร่ง ปัจจุบัน รัฐกรณาฏกะเป็นที่ตั้งของบริษัทไบโอเทคถึง 60% ของอินเดีย และกวาดรายได้ในภาคส่วนนี้ไปกว่า 50% ของทั้งประเทศ ตัวเลขเหล่านี้สะท้อนถึงความหนาแน่นขององค์ความรู้และโครงสร้างพื้นฐานที่สั่งสมมาอย่างยาวนาน ยิ่งไปกว่านั้น การมีสถาบันวิจัยระดับทวีปอย่าง Indian Institute of Science (IISc) และ National Centre for Biological Sciences (NCBS) ยังช่วยผลิตหัวกะทิป้อนเข้าสู่อุตสาหกรรมอย่างต่อเนื่อง สิ่งนี้สะท้อนให้เห็นว่า หน้าที่ของรัฐบาลไม่ใช่การนับหนึ่งใหม่ แต่เป็นการ ‘ปลดปล่อยศักยภาพ’ ของทรัพยากรที่มีอยู่เดิมให้เติบโตแบบก้าวกระโดด

เพื่อสานต่อศักยภาพดังกล่าวให้เป็นรูปธรรม หัวใจสำคัญจึงอยู่ที่ ‘นโยบายเทคโนโลยีชีวภาพแห่งรัฐกรณาฏกะ ปี 2024-2029’ นโยบายนี้ประกาศเป้าหมายที่ดุดันและท้าทาย นั่นคือการดันมูลค่าเศรษฐกิจชีวภาพ (Bio-economy) ของรัฐให้พุ่งทะยานถึง 1 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐภายในปี 2030 ตัวเลขนี้ไม่ใช่แค่ความฝันลมๆ แล้งๆ แต่มันคิดเป็นสัดส่วนถึง 1 ใน 3 ของเป้าหมายระดับชาติ ซึ่งเป็นการประกาศจุดยืนว่า รัฐกรณาฏกะจะไม่ใช่แค่ ‘ผู้ตาม’ แต่จะเป็น ‘หัวขบวน’ ที่ลากจูงอุตสาหกรรมไบโอเทคของอินเดียให้ผงาดบนเวทีโลก วิสัยทัศน์นี้ตอกย้ำด้วยคำกล่าวของ Priyank Kharge รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและเทคโนโลยีชีวภาพ ที่เน้นย้ำถึงการสร้าง ระบบนิเวศการผลิตเชิงชีวภาพแบบครบวงจร สนับสนุนสตาร์ทอัพสายดีพเทค และกระจายความเจริญนี้ออกไปนอกเมืองบังคาลอร์

แน่นอนว่าวิสัยทัศน์ที่ยิ่งใหญ่ต้องตามมาด้วยกลไกขับเคลื่อนที่ทรงพลัง ฟันเฟืองสำคัญที่ทำให้แผนนี้เป็นจริงคือ ศูนย์นวัตกรรมชีวภาพบังคาลอร์ (Bangalore BioInnovation Centre – BBC) ซึ่งเกิดจากการจับมือกันระหว่างรัฐบาลท้องถิ่นและรัฐบาลกลาง ศูนย์แห่งนี้ไม่ได้เป็นแค่พื้นที่ทำงานทั่วไป (Co-working Space) แต่เป็น “ระบบนิเวศ” ที่อัดแน่นด้วยโครงสร้างพื้นฐานและเครื่องมือวิจัยมูลค่ามหาศาล ช่วยปลดล็อกภาระต้นทุนก้อนโตให้แก่สตาร์ทอัพหน้าใหม่ได้อย่างตรงจุด โดยให้การสนับสนุนครอบคลุมตั้งแต่สายการแพทย์และยา (MedTech/Pharma) เทคโนโลยีการเกษตร อาหาร ไปจนถึงไบโอเทคเพื่อสิ่งแวดล้อม ซึ่งสอดรับกับเป้าหมายการสร้างเศรษฐกิจชีวภาพที่ครบวงจรอย่างแท้จริง

จากวันนั้นถึงวันนี้ ผลลัพธ์ของการลงทุนเริ่มผลิดอกออกผลให้เห็นอย่างชัดเจน Dr. Jitendra Kumar กรรมการผู้จัดการของ BBC ได้เผยความสำเร็จว่า เพียงสองปีครึ่งของการบ่มเพาะ เม็ดเงินลงทุนที่ไหลเข้าสู่สตาร์ทอัพของศูนย์ฯ มีมูลค่าเกือบเทียบเท่ากับเงินที่รัฐลงทุนสร้างโครงสร้างพื้นฐานไปทั้งหมด นี่คือ “หมุดหมายที่ยิ่งใหญ่” ของอินเดีย ที่กำลังเปลี่ยนผ่านตัวเองจากการเป็นเพียงประเทศผู้รับจ้างผลิตและวิจัย (Contract Research) ไปสู่การเป็น ผู้สร้างทรัพย์สินทางปัญญาและเจ้าของนวัตกรรม ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญที่สุดของการกุมอำนาจในเศรษฐกิจยุคใหม่

การผงาดขึ้นของบังคาลอร์ในเวทีไบโอเทค จึงไม่ใช่แค่เรื่องราวความสำเร็จของเมืองใดเมืองหนึ่ง แต่มันคือ กรณีศึกษาชั้นครู ของการวางยุทธศาสตร์ระยะยาว ที่ผสานพลังระหว่างภาครัฐ สถาบันการศึกษา และภาคเอกชนได้อย่างไร้รอยต่อ การเปลี่ยนผ่านจากฮับ IT สู่ฮับไบโอเทค คือภาพสะท้อนที่บอกเราว่า อนาคตของการแข่งขันไม่ได้อยู่ที่การ ‘รับจ้างบริการ’ อีกต่อไป แต่อยู่ที่การสร้าง ‘เทคโนโลยีต้นน้ำ’ เป็นของตัวเอง การเคลื่อนไหวครั้งนี้จึงเป็นเสมือนสัญญาณเตือนภัยถึงคู่แข่งทั่วเอเชีย รวมถึง ประเทศไทย ว่าสนามแข่งไบโอเทคระดับโลก ได้ต้อนรับผู้เล่นฟอร์มยักษ์ที่เพียบพร้อมทั้งทรัพยากร วิสัยทัศน์ และความมุ่งมั่นทางการเมืองแบบเต็มสูบแล้ว