ท่ามกลางอุณหภูมิน้ำทะเลที่สูงขึ้นอันเป็นผลมาจากวิกฤตสภาพภูมิอากาศ ปัญหาการทำประมงเกินขนาด ตลอดจนความคาดหวังที่เพิ่มสูงขึ้นในด้านความโปร่งใสและสวัสดิภาพแรงงาน ส่งผลให้การดำเนินธุรกิจอย่างมีความรับผิดชอบในห่วงโซ่การผลิตอาหารทะเลทวีความซับซ้อนและท้าทายมากยิ่งขึ้น ขณะที่ อาหารทะเลยังคงเป็นแหล่งโปรตีนหลักของประชากรกว่า 3,100 ล้านคนทั่วโลก อุตสาหกรรมอาหารทะเลจึงมีบทบาทสำคัญยิ่งต่อโภชนาการ ชีวิตความเป็นอยู่ และความมั่นคงทางอาหารในระดับโลก
จากความท้าทายที่กล่าวมานี้ ทำให้ที่ผ่านมา บริษัท ไทยยูเนี่ยน กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) ได้ให้ความสำคัญกับการขับเคลื่อนเพื่อสร้างการเปลี่ยนแปลง ด้วยการส่งเสริมการอนุรักษ์ระบบนิเวศทางทะเลและชายฝั่งภายใต้กลยุทธ์ SeaChange® มาในวันนี้ โครงการนี้ได้ดำเนินมากว่า 1 ทศวรรษ และเกิดผลลัพธ์ที่เป็นรูปธรรม ทั้งในด้านการจัดหาวัตถุดิบอย่างรับผิดชอบ มาตรฐานแรงงาน การดำเนินงานด้านสภาพภูมิอากาศ ไปจนถึงการลงทุนเพื่อสังคม และการลดขยะพลาสติกในทะเล
SeaChange® เป็นกลยุทธ์ความยั่งยืนระดับแนวหน้าของอุตสาหกรรมอาหารทะเลไทย ซึ่งเปิดตัวครั้งแรกในปี 2559 เพื่อประกาศเจตนารมณ์และพันธกิจด้านความยั่งยืนของบริษัท ก่อนจะต่อยอดสู่กลยุทธ์ SeaChange® 2030 โดยปัจจุบัน กลยุทธ์ดังกล่าวได้กลายเป็นกรอบการดำเนินงานด้านความยั่งยืนในระดับองค์กร ซึ่งไม่เพียงช่วยยกระดับความความสามารถในการปรับตัวทางธุรกิจและกรอบการดำเนินงาน แต่ยังเชื่อมโยงเป้าหมายทางธุรกิจให้สอดคล้องกับจุดมุ่งหมาย Healthy Living, Healthy Oceans ที่มุ่งส่งเสริมการมีสุขภาพที่ดี ควบคู่ไปกับท้องทะเลที่อุดมสมบูรณ์
นายอดัม เบรนนัน ประธานเจ้าหน้าที่บริหารด้านการพัฒนาที่ยั่งยืนและการสื่อสาร บริษัท ไทยยูเนี่ยน กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) ได้ให้ข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับกลยุทธ์ SeaChange ของบริษัทว่า
“หัวใจสำคัญของกลยุทธ์ SeaChange® คือการดูแลปกป้องผู้คนและระบบนิเวศที่เป็นรากฐานของอุตสาหกรรมอาหารทะเล เรามุ่งสร้างห่วงโซ่อุปทานที่ชาวประมง แรงงาน และเกษตรกรสามารถทำงานได้อย่างปลอดภัยและมีศักดิ์ศรี ควบคู่กับการรักษาความอุดมสมบูรณ์ของท้องทะเลและชายฝั่ง เพื่อรองรับความมั่นคงทางอาหารในระยะยาว”
“ในระยะแรกของการดำเนินกลยุทธ์ SeaChange® ความคาดหวังด้านการตรวจสอบย้อนกลับและมาตรฐานแรงงานนั้นยังไม่สอดคล้องและเป็นไปในทิศทางเดียวกันทั่วทั้งอุตสาหกรรม แต่ตลอดหนึ่งทศวรรษที่ผ่านมา เราได้ผลักดันให้เกิดการเปลี่ยนแปลงอย่างต่อเนื่อง ผ่านการยกระดับมาตรฐานด้านการจัดหาวัตถุดิบอย่างรับผิดชอบ การเพิ่มความโปร่งใสในห่วงโซ่อุปทาน และการส่งเสริมและคุ้มครองแรงงานในทุกขั้นตอนของกระบวนการผลิต”

และในวันนี้ โครงการ SeaChange ยังคงเดินหน้ายกระดับมาตรฐานในอุตสาหกรรมอาหารทะเลระดับโลกอย่างต่อเนื่อง ครอบคลุมทั้งการทำประมง การเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ การดำเนินงานด้านสภาพภูมิอากาศ การตรวจสอบย้อนกลับ ตลอดจนมาตรฐานแรงงานในระดับสากล โดยมีความก้าวหน้าและหมุดหมายความสำเร็จที่สำคัญต่อไปนี้
- สนับสนุนโครงการปรับปรุงการประมง (Fishery Improvement Projects: FIPs) รวม 9 โครงการ ซึ่งถือว่ามากที่สุดในอุตสาหกรรมอาหารทะเลของโลก โดยโครงการเกือบทั้งหมดได้รับการรับรองมาตรฐาน MSC แล้ว และโครงการที่เหลือนั้นอยู่ระหว่างการประเมินเพื่อรับการรับรอง
- จัดหากุ้ง 68% จากแหล่งเพาะเลี้ยงที่มีความรับผิดชอบ ครอบคลุมทั้งฟาร์มที่ได้รับการรับรองและฟาร์มที่เข้าร่วมโครงการปรับปรุงการทำประมงที่น่าเชื่อถือ
- 95% ของห่วงโซ่อุปทานปลาทูน่ามีการติดตามตรวจสอบขณะออกเดินเรือในทะเล ซึ่งช่วยเพิ่มความโปร่งใสและสนับสนุนการต่อต้านการทำประมงผิดกฎหมาย ขาดการรายงาน และไร้การควบคุม (IUU Fishing)
- ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากการดำเนินงานลง 29% (ขอบเขตที่ 1 และ 2) เทียบกับปีฐาน 2564 ผ่านการใช้พลังงานหมุนเวียน การปรับเปลี่ยนไปใช้เชื้อเพลิงที่ปล่อยคาร์บอนต่ำ การเพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงาน และการใช้เทคโนโลยีคาร์บอนต่ำ
- นำระบบตรวจสอบแหล่งที่มาบนบรรจุภัณฑ์ (Can Tracker) มาใช้ในแบรนด์ Chicken of the Sea, Genova, John West, Petit Navire และ Mareblu เพื่อให้ผู้บริโภคสามารถตรวจสอบแหล่งที่มาของสินค้าได้ผ่านรหัสบนกระป๋อง
- ประกาศนโยบายไม่เก็บค่าธรรมเนียมการจัดหางานจากแรงงานข้ามชาติในประเทศไทยตั้งแต่ปี 2559 และขยายสู่การดำเนินงานระดับโลกในปี 2565
- เปิดตัวโครงการกุ้งคาร์บอนต่ำในปี 2567 เพื่อลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในฟาร์มเพาะเลี้ยงกุ้งได้สูงสุด 30% เมื่อเทียบกับการเพาะเลี้ยงแบบทั่วไป
- ไทยยูเนี่ยน ฟีดมิลล์ เป็นโรงงานผลิตอาหารสัตว์แห่งแรกในเอเชียที่ได้รับการรับรองมาตรฐาน ASC Feed Standard ในปี 2567 สะท้อนความเป็นผู้นำด้านห่วงโซ่อุปทานอาหารสัตว์ที่มีความรับผิดชอบ
- 99% ของปริมาณวัตถุดิบในห่วงโซ่อุปทานปลาทูน่าของไทยยูเนี่ยน อยู่ภายใต้โครงการพัฒนาการทำงานและสวัสดิการแรงงานประมง (Fisher Work & Welfare) ซึ่งช่วยยกระดับมาตรฐานแรงงานบนเรือประมง ผ่านการดำเนินงานตามโครงการพัฒนาเรือประมง และการตรวจประเมินตามแนวปฏิบัติด้านแรงงานบนเรือประมง (Vessel Code of Conduct) หรือโครงการอื่นๆ ที่เทียบเท่า

นอกจากนั้น คุณอดัม ยังสื่อสารถึงก้าวต่อไปของโครงการ SeaChange ด้วยว่า “กลยุทธ์ “SeaChange 2030” จะเข้มข้นยิ่งขึ้น โดยมุ่งเน้นไปที่ 2 ธีมหลักคือ เพื่อผู้คน (People) และเพื่อโลก (Planet) และให้ความสำคัญกับ 5 ประเด็นสำคัญที่โฟกัสทั้งในเรื่องสิ่งแวดล้อมและการปกป้องความหลากหลายทางชีวภาพ หรือ Biodiversity ไปจนถึงแนวทางการทำอุตสาหกรรมการผลิตอาหารทะเลอย่างยั่งยืน
- รับมือกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (Climate Change) ไทยยูเนี่ยนตั้งเป้าลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในขอบเขตที่ 1 และ 2 ให้ได้ 42% ภายในปี 2573 ซึ่งในปัจจุบันทำได้แล้วถึง 29% แล้ว ทั้งนี้ ได้มีการวางแผนต่อไปยัง Scope 3 ที่มุ่งเน้นการจัดการก๊าซเรือนกระจกในห่วงโซ่อุปทาน ซึ่งคิดเป็น 85% ของทั้งหมดพร้อมทั้งขยายผลโครงการ “กุ้งคาร์บอนต่ำ” จากไทยไปสู่ระดับสากล
- ปกป้องความหลากหลายทางชีวภาพ (Biodiversity) หลังจากประสบความสำเร็จในการจัดหาปลาทูน่าจากแหล่งที่รับผิดชอบได้ถึง 99% แล้ว ก้าวต่อไปคือการขยายมาตรฐานความรับผิดชอบในการจัดหาวัตถุดิบนี้ไปยังสัตว์น้ำสายพันธุ์อื่นๆ ในห่วงโซ่อุปทาน โดยจะทำควบคู่ไปกับการฟื้นฟูระบบนิเวศ และการใช้เทคโนโลยีอย่างโดรนและ AI เพื่อตรวจจับอุปกรณ์ประมงที่ถูกทิ้ง (Ghost Gear) ตามแนวชายฝั่งด้วย
- ยกระดับคุณภาพชีวิตและสวัสดิภาพแรงงาน (People & Work Welfare) บริษัทมีแผนติดตั้ง Wi-Fi บนเรือประมง เพื่อให้แรงงานสามารถติดต่อครอบครัวและเข้าถึงความช่วยเหลือได้ ซึ่งเป็นการก้าวข้ามมาตรฐานความปลอดภัยขั้นพื้นฐาน
- ลงทุนต่อเนื่องในนวัตกรรมและเศรษฐกิจหมุนเวียน (Innovation & Circularity) ให้ความสำคัญกับการลงทุนในเทคโนโลยีใหม่และการลงทุนในสตาร์ทอัพเพื่อพัฒนานวัตกรรม เช่น HydroNeo เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในฟาร์มกุ้ง และการวิจัยส่วนผสมอาหารสัตว์ใหม่ๆ ส่วนการจัดการขยะมีการนำวัสดุเหลือใช้จากการประมงกลับมาสร้างสรรค์เป็นผลิตภัณฑ์ใหม่ และการใช้ระบบ HIPPO ดักจับขยะในแม่น้ำก่อนไหลลงสู่ทะเล
- เชื่อมโยงความยั่งยืนเข้ากับการเงิน (Sustainable Finance) ไทยยูเนี่ยนตั้งเป้าว่าภายในสิ้นปี 2568 75% ของการจัดหาเงินทุนระยะยาวจะเชื่อมโยงกับเป้าหมายด้านความยั่งยืน ซึ่งเป็นการตอกย้ำว่าความยั่งยืนได้กลายเป็นส่วนหนึ่งของตัวตนและการดำเนินธุรกิจอย่างชัดเจน

หลากหลายโครงการจากภาคเอกชนที่สร้างความเปลี่ยนแปลงและความยั่งยืนให้เกิดขึ้นได้จริง
ความหลากหลายทางชีวภาพ ‘Biodiversity’ เป้าหมายใหม
สร้าง ‘Water Economy’ พลิกวิกฤตน้ำเป็นโอกาส เสริมแกร่งเศรษฐกิจไทย
เรียนรู้จาก 2 หมู่บ้านต้นแบบการพัฒนายั่งยืน เทิดพระเกียรติ 100 ปีชาตกาล












