ท่ามกลางประเด็นความท้าทายที่เกิดขึ้นทั่วโลก ไม่ว่าจะเป็น การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (Climate Change) ที่ส่งผลโดยตรงต่อความมั่นคงทางอาหารทั่วโลก ขณะที่ หลายประเทศทั่วโลกกำลังตั้งรับ สังคมผู้สูงอายุ หรือ Aging Society ที่ไม่เพียงมาเปลี่ยนโครงสร้างประชากรโลกเท่านั้น ทว่า ในช่วงที่ผ่านมา เทรนด์การดูแลสุขภาพและการผลิตอาหารเพื่อดูแลผู้คน ทั้งเทรนด์ Longevity หรือการใช้ชีวิตอย่างยืนยาว และการที่ผู้ประกอบการยุคใหม่และอุตสาหกรรมอาหาร หันมาให้ความสำคัญกับการคิดค้น Functional Food หรืออาหารที่มีคุณสมบัติช่วยส่งเสริมสุขภาพ ก็เพิ่มมากขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ
จากโอกาสที่เกิดขึ้นท่ามกลางความท้าทายและวิกฤตที่กล่าวมานี้เอง ที่นำมาสู่ “การแลกเปลี่ยนและความร่วมมือในระดับโลก” ที่ไม่เพียงเป็นไปเพื่อหาทางออกในการแก้ปัญหาร่วมกัน แต่ยังเป็นการใช้จุดแข็งของแต่ละภาคส่วนในการขับเคลื่อน “อุตสาหกรรมอาหารแห่งอนาคต” ให้เป็นอีกหนึ่ง “คำตอบ” ของการสร้างเศรษฐกิจยั่งยืนตามแนวทาง BCG อีกด้วย

และเมื่อเร็วๆนี้ มีข่าวความร่วมมือระหว่าง 2 หน่วยงานระดับประเทศและระดับโลก นั่นคือ เครือข่ายพันธมิตรมหาวิทยาลัยเพื่อการวิจัย (Research University Network Thailand, RUN) และเมืองนวัตกรรมอาหาร สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) ที่จับมือกับ สำนักงานวิทยาศาสตร์แห่งชาติของออสเตรเลีย (CSIRO) เปิดตัว “โครงการแลกเปลี่ยนธุรกิจร่วมทุนไทย-ออสเตรเลีย” (Thailand-Australia Venture Exchange Program หรือ VEP)
โดยโครงการนี้ เป็นความร่วมมือระดับรัฐบาลระหว่าง ไทย-ออสเตรเลีย เพื่อยกระดับความสามารถในการแข่งขันและเศรษฐกิจผ่านกลไกการวิจัยและนวัตกรรมที่ดำเนินการโดยสำนักงานวิทยาศาสตร์แห่งชาติของออสเตรเลีย หรือ CSIRO ผ่านสองแนวทางหลัก นั่นคือ การสร้าง Consortium ด้านการวิจัย ร่วมกันระหว่างนักวิจัยไทยและออสเตรเลียแบบ Matching Fund และการสร้าง Deep Tech Startup ผ่านโครงการแลกเปลี่ยน
ทั้งนี้ โครงการ Venture Exchange Program หรือ VEP จะเป็นกลไกหลักในการขับเคลื่อนสตาร์ทอัพด้านเกษตรและอาหาร ซึ่งเป็น Acceleration Platform ที่เน้นการบ่มเพาะและเร่งการเติบโต โดยมี เมืองนวัตกรรมอาหาร หรือ Food Innopolis สวทช. เข้ามาช่วยออกแบบกระบวนการร่วมกับ CSIRO และคัดเลือกสตาร์ทอัพจากออสเตรเลียและไทยในเครือข่าย RUN ซึ่งตั้งเป้าให้มีตัวแทนอย่างน้อย 1 รายต่อ 1 มหาวิทยาลัยในเครือข่าย
ในโอกาสนี้ รองศาสตราจารย์ ดร.ชาลีดา บรมพิชัยชาติกุล ผู้อำนวยการสำนักงานเครือข่ายพันธมิตรมหาวิทยาลัยเพื่อการวิจัย (RUN Office) กล่าวว่า

“เกณฑ์การคัดเลือกของโครงการนี้ไม่เน้นขั้นแนวคิด (Ideation) แต่เน้นความพร้อมสู่ตลาด โดยมีระดับความพร้อมเทคโนโลยี (TRL) ต้องอยู่ที่ระดับ 4-5 ขึ้นไป ซึ่งสินค้าและเทคโนโลยีที่ได้รับความสนใจ เช่น High Value Protein เทคโนโลยีการดัดแปลงโปรตีนให้มีคุณสมบัติตามต้องการ เช่น ใสและละลายน้ำได้ง่าย ผลิตภัณฑ์เสริมอาหารและสมุนไพร โดยเฉพาะกลุ่มที่ช่วยลดความเครียด (Anxiety) และช่วยเรื่องการนอนหลับ ซึ่งเป็นที่ต้องการมากในตลาดออสเตรเลีย และเทคโนโลยีเสริมประสิทธิภาพ เช่น การใช้ AI กระบวนการหมัก (Fermentation) เทคโนโลยีการแปรรูป และบรรจุภัณฑ์ เพื่อสร้างความต่างและเพิ่มมูลค่าสินค้า”
“RUN เชื่อว่าในโลกที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วและเผชิญวิกฤต เช่น การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (Climate Change), การหยุดชะงักทางเทคโนโลยี (Technology Disruption) และสังคมสูงวัย “การแลกเปลี่ยนและความร่วมมือระดับโลก” คือคำตอบในการหาทางออกและแก้ไขปัญหาร่วมกัน”
“โดยประเทศออสเตรเลียถือเป็นตลาดที่มีมาตรฐานสูง หากสินค้าไทยสามารถเจาะตลาดนี้ได้ จะได้รับการยอมรับ ทั้งในยุโรป อเมริกา และเอเชีย ความร่วมมือในครั้งนี้จึงเป็นใบเบิกทางสู่สากล ที่จะช่วยผลักดันให้ Deep-tech Startups และบริษัท Spin-offs เติบโตขึ้น ซึ่งหวังว่าจะมีการขยายความร่วมมือนี้ไปยังสาขาอื่นๆ”
“นอกเหนือจากด้านอาหารในอนาคต โดย RUN ถือว่าโครงการ VEP เป็นภารกิจสำคัญในการสนับสนุนผู้ประกอบการด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีขั้นสูง เพื่อให้เข้าถึงข้อมูลและความรู้ในการสร้างโซลูชันที่แข็งแกร่งสำหรับโลกอนาคต” รองศาสตราจารย์ ดร.ชาลีดา กล่าว
ด้าน Mr.Andrew Egan อุปทูตรักษาการแทนเอกอัครราชทูตออสเตรเลียประจำประเทศไทย กล่าวว่า “ความร่วมมือด้านนวัตกรรมอาหารเพื่อความยั่งยืน (IF4S) เป็นการแสดงถึงความพยายามที่เป็นรูปธรรมในการขยายความเป็นหุ้นส่วนเชิงยุทธศาสตร์ระหว่างออสเตรเลียและไทยไปสู่ ระบบอาหารเทคโนโลยีขั้นสูง (Deep-tech food systems)”

“โครงการนี้ได้รับการสนับสนุนจากกระทรวงการต่างประเทศและการค้าออสเตรเลีย (DFAT) เพื่อตอบโจทย์ความท้าทายระดับชาติร่วมกันในด้าน สุขภาพ การปรับตัวต่อสภาพภูมิอากาศ และความมั่นคงทางอาหาร และเป็นตัวอย่างของ “วิทยาศาสตร์และการทูตในทางปฏิบัติ” ที่เชื่อมโยงความหลากหลายทางชีวภาพทางการเกษตร ที่เป็นเอกลักษณ์ของไทยซึ่งได้ชื่อว่าเป็น “ครัวของโลก” เข้ากับระบบนิเวศทางวิทยาศาสตร์ระดับโลกของออสเตรเลีย”
“โดยเป็นการทำผ่านข้อตกลงในหนังสือเจตจำนง (LOI) 2 ฉบับ คือ Venture Exchange Program (VEP) เพื่อสร้างความเชื่อมโยงทางการค้า เชื่อมโยงสตาร์ทอัพและ SMEs ด้านเกษตรและอาหารของทั้งสองประเทศเข้ากับโอกาสทางการตลาดและการวิจัย และ Bilateral Research Grants Program ทุนวิจัยร่วมระหว่างหน่วยบริหารและจัดการทุนด้านการเพิ่มความสามารถในการแข่งขันของประเทศ (บพข.) และ CSIRO เพื่อกำหนดอนาคตของโภชนาการและนวัตกรรมอาหารที่ยั่งยืน”
นอกจากนั้น Ms.Amelia Fyfield ผู้อำนวยการภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ของ CSIRO ยังกล่าวเสริมด้วยว่า

“ที่ผ่านมา CSIRO มีความร่วมมือกับประเทศไทยในหลายด้านสำคัญ เช่น พลังงาน วัสดุหมุนเวียน คุณภาพน้ำ และการสังเกตการณ์โลก อย่างไรก็ตาม ด้านเกษตรและอาหารยังเป็นช่องว่างที่สำคัญ ทั้งที่ทั้งสองประเทศต่างเป็นผู้นำในการผลิตอาหารในภูมิภาค โครงการ VEP ซึ่งเป็นโครงการที่มีผลกระทบสูง (High-impact) จึงมีวัตถุประสงค์เพื่อเชื่อมโยงสตาร์ทอัพและธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (SMEs) ด้านเกษตรและอาหารจากทั้งสองประเทศเข้ากับงานวิจัย อุตสาหกรรม และโอกาสทางการตลาดใหม่ๆ โดยมุ่งเน้นไปที่ความท้าทายร่วมกัน”
“เช่น การผลิตอาหารที่ยั่งยืน การปรับปรุงโภชนาการและสุขภาพ และการสร้างความยืดหยุ่นต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ซึ่งความหลากหลายทั้งในด้านเพศ วัฒนธรรม และประสบการณ์ จะช่วยให้นวัตกรรมมีความคิดสร้างสรรค์และสร้างผลกระทบได้ดียิ่งขึ้น”
“VEP จึงไม่ใช่แค่เรื่องของเทคโนโลยี แต่เป็นเรื่องของ “คน” ทั้งผู้ประกอบการและนักวิจัยที่จะมาแบ่งปันความทะเยอทะยานร่วมกัน โดยความร่วมมือกับพันธมิตรอย่าง สวทช. และเครือข่าย RUN จะช่วยสร้างแพลตฟอร์มทวิภาคีที่แข็งแกร่งกว่าการทำงานแยกส่วนกัน ความร่วมมือในวันนี้ เป็นเพียงจุดเริ่มต้นของความสัมพันธ์และการลงทุนเพื่อ อนาคตของนวัตกรรมและความมั่งคั่งร่วมกัน รวมถึงความร่วมมือที่ยั่งยืนระหว่าง ไทย-ออสเตรเลีย”

ความร่วมมือดีๆที่ทำให้เกิดความเปลี่ยนแปลงอย่างยั่งยืนได้จริง
AIS ถอดบทเรียนโครงการ ‘Green Energy Green Network for THAIs’








