ท่ามกลางสภาวะวิกฤตที่เกิดภัยพิบัติทางธรรมชาติ โดยเฉพาะเหตุการณ์ดินถล่มและน้ำท่วมขังที่เกิดขึ้นแทบทุกปีในประเทศไทย การปฏิบัติงานแข่งกับเวลาของเจ้าหน้าที่ คือ ตัวแปรสำคัญที่จะช่วยเหลือผู้ประสบภัยให้มีชีวิตรอดจากภัยพิบัติ ทว่า “ความปลอดภัย” ของเจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงาน ก็ควรเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นคู่ขนานกันไปด้วย ยิ่งเป็นการส่งเจ้าหน้าที่เข้าไปในพื้นที่ประสบภัยโดยไม่มีข้อมูลอัปเดตเกี่ยวกับสภาพพื้นที่ ย่อมทำให้เกิดความเสี่ยงกับเจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงานมากเกินไป ดังนั้น ระบบสารสนเทศ ที่มีประสิทธิภาพสามารถอัปเดตข้อมูลได้อย่างถูกต้อง ทันเหตุการณ์แบบเรียลไทม์ จึงมีความสำคัญอย่างมากในการบริหารจัดการทุกภัยพิบัติที่เกิดขึ้น จากความจริงนี้เองที่เป็นจุดเริ่มต้นให้ รศ.ดร.จักรกฤษณ์ ศุทธากรณ์ คณบดีคณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล และผู้อำนวยการบริหาร ศูนย์เครือข่ายวิจัยประยุกต์ทางเทคโนโลยีหุ่น​ยนต์และชีวการแพทย์ (BART LAB) เดินหน้าโครงการ “การพัฒนาระบบสารสนเทศ เพื่อการจัดการพื้นที่ภัยพิบัติแผ่นดินถล่มและอุทกภัย โดยใช้การปฏิบัติการระบบหุ่นยนต์แบบผสมผสานขั้นสูง” โดยโครงการวิจัยนี้มุ่งใช้ความฉลาดของหุ่นยนต์มาเป็น ‘ทัพหน้า’ สำรวจและประเมินสถานการณ์ พร้อมสร้างระบบสารสนเทศหรือฐานข้อมูลที่แม่นยำก่อนเริ่มภารกิจช่วยชีวิตผู้ประสบภัย และโครงการนี้ ยังได้รับการสนับสนุนจาก เครือข่ายพันธมิตรมหาวิทยาลัยเพื่อการวิจัย (Research University Network หรือ RUN) ด้วย

เปลี่ยนวิกฤตเป็นโอกาส พัฒนา “หุ่นยนต์กู้ภัย ปฏิบัติการ บก-น้ำ-อากาศ  ทลายทุกข้อจำกัด ช่วยชีวิตผู้ประสบภัยจากดินถล่ม & น้ำท่วม ได้จริง

 

ทั้งนี้ รศ.ดร.จักรกฤษณ์ ได้บอกเล่าถึงที่มาและความสำคัญของโครงการฯ ว่า “โครงการวิจัยนี้เกิดขึ้นจากประสบการณ์และความเชี่ยวชาญในการทำงานวิจัยของศูนย์เครือข่ายวิจัยประยุกต์ทางเทคโนโลยีหุ่นยนต์และชีวการแพทย์ (BART LAB) รวมถึง คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล ยังได้เข้าร่วมกิจกรรมแข่งขันหุ่นยนต์กู้ภัยในระดับประเทศและระดับโลก (RoboCup) มาอย่างต่อเนื่องติดต่อกันมานานกว่า 20 ปี”

กิจกรรมแข่งขันหุ่นยนต์กู้ภัยในระดับประเทศและระดับโลก (RoboCup)
รศ.ดร.จักรกฤษณ์ และ BART LAB ROBOTICS TEAM

“นอกจากนั้น จุดเด่นของการดำเนินโครงการวิจัยฯ ยังอยู่ที่ความร่วมมือระหว่างมหาวิทยาลัยชั้นนำใน 3 ประเทศหลัก คือ ประเทศญี่ปุ่น ประเทศรัสเซีย และประเทศไทย ซึ่งมหาวิทยาลัยต่างๆก็มีจุดแข็งต่างกัน อย่าง มหาวิทยาลัยเกียวโต หรือ Kyoto University ประเทศญี่ปุ่น จะเชี่ยวชาญด้านระบบสั่งการหุ่นยนต์เป็นกลุ่ม ส่วน มหาวิทยาลัยคาซาน หรือ Kazan State University ประเทศรัสเซีย เชี่ยวชาญด้านการพัฒนาระบบ Simulation และการพัฒนาอัลกอริทึมที่มีความฉลาด”

และโครงการวิจัยนี้ได้ใช้โจทย์วิจัยจากปัญหาภัยพิบัติที่แต่ละประเทศเผชิญมาเป็นโจทย์ อย่างที่ไทย เรามักประสบปัญหาพายุ ฝนตกหนัก ดินถล่ม และน้ำท่วม ขณะที่ญี่ปุ่นเน้นเรื่องแผ่นดินไหว เป็นต้น โดยวัตถุประสงค์หลักของโครงการวิจัย คือ การลดความเสี่ยงของเจ้าหน้าที่กู้ภัย เพราะตามหลักการกู้ภัยในระดับสากล จะไม่ส่งหน่วยกู้ภัยเข้าไปในพื้นที่ทันทีเพราะมีความเสี่ยงสูง ดังนั้น เราจึงตั้งใจออกแบบระบบสารสนเทศและหุ่นยนต์ให้ทำหน้าที่เข้าไปเก็บข้อมูลและประเมินสถานการณ์ล่วงหน้าเพื่อให้เจ้าหน้าที่มีข้อมูลที่แม่นยำที่สุดก่อนปฏิบัติการ ดังนั้น จึงมีการคิดค้นและออกแบบ ระบบสารสนเทศหุ่นยนต์กู้ภัยแบบผสมผสาน (Advanced Integrated Robotic Operations) โดยกำหนดให้มี หุ่นยนต์กู้ภัย 3 ประเภท ทำงานร่วมกันในการกู้ภัย หากมีสถานการณ์ดินถล่มหรือน้ำท่วม

  • หุ่นยนต์บินได้ หรือโดรน (Drone): ทำหน้าที่สำรวจภาพรวมจากมุมสูง เพื่อให้เห็นสถานการณ์ในพื้นที่กว้าง ที่ตัวหุ่นยนต์จะติดตั้งเซ็นเซอร์ LiDAR (Laser Scanner) เพื่อสแกนพื้นที่รอบตัวแบบ 3 มิติ ลดข้อจำกัดเรื่องแสงและมุมมอง ทำให้ความแม่นยำสูงกว่าภาพถ่ายปกติ โดยข้อมูลที่ได้จะนำมาใช้ในการวางแผนเส้นทาง (Path Planning) ให้กับหุ่นยนต์บนบกและหุ่นยนต์ผิวน้ำ ทำให้ทราบว่าควรหลบหลีกสิ่งกีดขวางอย่างไร
  • หุ่นยนต์บนบก (Ground Robot/UGV): ทำหน้าที่เคลื่อนที่บนพื้นผิวที่ขรุขระ มีอุปสรรค ก้อนหิน หรือพื้นที่ที่คนเข้าถึงได้ยาก และหุ่นยนต์ที่เคลื่อนที่บนพื้นดินนี้ ได้รับการออกแบบให้สามารถเข้าไปในพื้นที่แคบหรืออาคารที่ถล่ม เช่น เข้าไปในโพรงอาคารขนาด 60×60 เซนติเมตร ซึ่งที่ตัวหุ่นยนต์จะมีการติดตั้งเซ็นเซอร์ตรวจวัสภาพแวดล้อม และเซ็นเซอร์ตรวจสัญญาณชีพ เช่น ตรวจวัดก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์จากการหายใจและความร้อน เพื่อค้นหาผู้รอดชีวิต
  • หุ่นยนต์ผิวน้ำ (Surface Robot): ปฏิบัติการในพื้นที่น้ำท่วม ซึ่งหุ่นยนต์บกเข้าไม่ได้ ขณะที่โดรนอาจมีมุมมองที่จำกัดเนื่องจากมีต้นไม้หรือสิ่งก่อสร้างบดบัง โดยหุ่นยนต์ผิวน้ำนี้จะใช้ระบบนำทางอัตโนมัติ (Autonomous Navigation) ในการลัดเลาะผ่านช่องทางน้ำท่วมขังเพื่อเข้าสู่พื้นที่เป้าหมาย และยังมีการติดตั้งกล้อง เซ็นเซอร์ เพื่อส่งข้อมูลภาพและสร้างแผนที่ในมุมมองระดับผิวน้ำด้วยเปิดจุดเด่น ระบบหุ่นยนต์แบบผสมผสานขั้นสูง พร้อมลุย กู้ภัยได้ทุกภัยพิบัติ

นอกจากนั้น รศ.ดร.จักรกฤษณ์ ยังกล่าวถึงหลักการทำงานร่วมกันของ หุ่นยนต์กู้ภัย ทั้ง 3 แบบ ที่ได้รับการออกแบบมาให้ปฏิบัติการภายใต้แนวคิด “การปฏิบัติการระบบหุ่นยนต์แบบผสมผสานขั้นสูง” (Advanced Integrated Robotic Operations) โดยมีจุดเด่น คือ

  • การผสานข้อมูล (Data Fusion): หุ่นยนต์แต่ละตัวจะมองภาพจากมุมที่ต่างกัน (มุมสูง มุมระนาบดิน และมุมผิวน้ำ) ระบบจะนำข้อมูลทั้งหมดมาซ้อนทับและเชื่อมโยงกันเพื่อสร้างแผนที่ 3 มิติที่มีความสมบูรณ์และแม่นยำสูง ช่วยให้ทีมกู้ภัยเห็นภาพรวมที่ชัดเจนที่สุดก่อนตัดสินใจปฏิบัติการ
  • การทำงานที่สอดประสานกันอย่างไร้ที่ติ : โดรนจะเป็นตัวเปิดข้อมูลแผนที่จากมุมสูง เพื่อสร้าง “ถนนดิจิทัล” หรือเส้นทางให้ AI ของหุ่นยนต์บนบกและผิวน้ำวิ่งเข้าไปหาเป้าหมายได้โดยไม่ต้องสุ่มเดา (Trial and Error) ช่วยให้การทำงานรวดเร็วขึ้น
  • ระบบสื่อสารที่ชาญฉลาด: หุ่นยนต์ทั้ง 3 แบบ จะสื่อสารแลกเปลี่ยนข้อมูลกันตลอดเวลา ในกรณีที่ระบบสื่อสารหลักล้มเหลว หุ่นยนต์มี AI ที่สามารถตัดสินใจได้เอง โดยจะเก็บข้อมูลไว้และเคลื่อนที่กลับมายังจุดที่มีสัญญาณเพื่อส่งข้อมูลกลับไปยังผู้บังคับ
  • ผสานจุดแข็งของนวัตกรรมสู้ภัยพิบัติ 3 ประเทศ : ระบบหุ่นยนต์แบบผสมผสานขั้นสูงนี้ เป็นการนำจุดแข็งของงานวิจัยแต่ละประเทศมาผสมผสานกัน ใช้แนวคิดการทำงานของหุ่นยนต์แบบเป็นกลุ่ม ทำงานประสานกัน จากญี่ปุ่น และปรับเอาระบบการจำลองสถานการณ์ (Simulation) จากรัสเซีย ส่วนฮาร์ดแวร์ที่ประกอบขึ้นเป็นหุ่นยนต์ก็ใช้วัสดุที่ทนทานและมีประสิทธิภาพจากไทย ทำให้ได้หุ่นยนต์ที่ทำงานสอดประสานกันเหมือนสิ่งมีชีวิตที่ทำงานเป็นหมู่คณะ

ถอดบทเรียนปรับจุดแข็ง “นวัตกรรมสู้ภัยพิบัติ” 3 ประเทศ มาพัฒนา ระบบสารสนเทศจัดการดินถล่มและอุทกภัย อย่างมีประสิทธิภาพ

ในการดำเนินโครงการวิจัย “การพัฒนาระบบสารสนเทศเพื่อการจัดการพื้นที่ภัยพิบัติแผ่นดินถล่มและอุทกภัย โดยใช้การปฏิบัติการระบบหุ่นยนต์แบบผสมผสานขั้นสูง” ทีมนักวิจัยนำโดย รศ.ดร. จักรกฤษณ์ ได้ถอดบทเรียนและแลกเปลี่ยนองค์ความรู้จากมหาวิทยาลัยเกียวโต และมหาวิทยาลัยคาซาน ดังที่เกริ่นไว้ข้างต้น โดยดึงจุดแข็งของงานวิจัยในแต่ละมหาวิทยาลัยที่แตกต่างกันมาปรับใช้ในการออกแบบระบบสารสนเทศอัจฉริยะเพื่อรับมือภัยพิบัติในไทยอย่างมีประสิทธิภาพ

“เริ่มจากการถอดบทเรียนจาก มหาวิทยาลัยเกียวโต ประเทศญี่ปุ่น ซึ่งเป็นที่ทราบกันดีว่า ประเทศญี่ปุ่น ต้องเผชิญกับภัยพิบัติหลากรูปแบบ โดยเฉพาะ แผ่นดินไหว สึนามิ น้ำท่วม ดินถล่ม ซึ่งก็มีความคล้ายคลึงกับภัยพิบัติที่ประเทศไทยเจอ ดังนั้น ทีมนักวิจัยและคณาจารย์จาก มหาวิทยาลัยเกียวโต  จึงมีความเชี่ยวชาญระดับสูงในด้านการจัดการภัยพิบัติ โดยทีมนักวิจัยไทยได้ถอดบทเรียนในด้านต่างๆ เพื่อมาปรับใช้ในการออกแบบระบบสารสนเทศหุ่นยนต์กู้ภัยแบบผสมผสาน”

“ทั้งหลักการทำงานเป็นกลุ่ม (Swarm/Group Robotics) ของหุ่นยนต์กู้ภัยหลายประเภท ซึ่งทีมนักวิจัยของญี่ปุ่นจะมีความเชี่ยวชาญในเรื่องการพัฒนาหุ่นยนต์ให้ทำงานร่วมกันเหมือนแมลงหรือสิ่งมีชีวิตที่สื่อสารกันเป็นกลุ่ม ซึ่งเป็นแนวคิดที่ต่างจากไทยในตอนแรกที่เน้นการสร้างหุ่นยนต์เดี่ยวที่เก่งเฉพาะตัว”

“นอกจากนั้น ยังมีการถอดรหัสรูปแบบการถล่มของอาคารเมื่อมีเหตุการณ์แผ่นดินไหว ซึ่งที่ญี่ปุ่นมีสนามทดสอบระดับชาติที่จำลองการถล่มของอาคารจริง ๆ ทำให้ทีมนักวิจัยสามารถถอดรหัสแพทเทิร์นการถล่มให้เป็นหลักการทางวิทยาศาสตร์ ทำให้เข้าใจข้อจำกัดและรูปลักษณ์ที่เหมาะสมของหุ่นยนต์ที่จะเข้าไปในโพรงหรือช่องว่างเหล่านั้นได้แม่นยำขึ้น”

“ไม่เพียงเท่านั้น ทีมนักวิจัยไทยและญี่ปุ่นยังร่วมกันแชร์ข้อมูลแบบจำลองเมื่อเกิดดินถล่มหรือแผ่นดินไหว เพื่อดูว่ารูปทรงของภูเขาหรือพื้นผิวโลกจะเปลี่ยนแปลงไปอย่างไร และนำมาใช้จำลองสภาพแวดล้อมในการทำวิจัยได้อย่างมีประสิทธิภาพ ส่วนการทำงานร่วมกันกับมหาวิทยาลัยคาซาน ที่รัสเซีย เราได้ร่วมกันปรับเอาจุดแข็งที่โดดเด่นด้านงานวิจัยที่เกี่ยวกับการออกแบบซอฟต์แวร์และตรรกะการคำนวณ มาใช้ในระบบจำลองสถานการณ์ขั้นสูง (Advanced Simulation) ซึ่งนักวิจัยรัสเซียมีส่วนอย่างมากในการสร้างระบบจำลอง (Virtual Environment) ที่ซับซ้อนจนสำเร็จ จากนั้น จึงมีการประมวลผลเอาคุณลักษณะของหุ่นยนต์ทั้ง 3 ประเภทจากไทยไปสร้างเป็นหุ่นยนต์เสมือนจริงโดยใช้อัลกอริทึมมาเขียนโปรแกรมเพื่อให้หุ่นยนต์มีความฉลาด สามารถตัดสินใจวิ่งไปยังจุดต่างๆ ได้อย่างแม่นยำ และรู้วิธีการส่งต่อข้อมูลระหว่างกันในระบบจำลอง ซึ่งทำได้รวดเร็วกว่าการทดสอบในสนามจริงเพียงอย่างเดียว” รศ.ดร.จักรกฤษณ์ ได้เน้นย้ำว่าความสำเร็จของโครงการวิจัยนี้ จะเกิดขึ้นไม่ได้เลยถ้าปราศจากความร่วมมือมหาวิทยาลัยชั้นนำในประเทศญี่ปุ่น ประเทศรัสเซีย ด้วยการรวมข้อมูล (Data Fusion) นำแนวคิดจากต่างประเทศมาพัฒนาการซ้อนทับข้อมูลจากหุ่นยนต์ที่มองจากต่างมุม (บนบก-ผิวน้ำ-อากาศ) ให้กลายเป็นแผนที่ 3 มิติผืนเดียวกัน “ความร่วมมือนี้ได้เปลี่ยนจากการทำหุ่นยนต์กู้ภัยแบบเดิม ไปสู่การสร้างต้นแบบ Ecosystem การกู้ภัยที่ชาญฉลาดและทำงานร่วมกันได้อย่างสมบูรณ์ โดยใช้ประสบการณ์และความเชี่ยวชาญจากการคิดค้นนวัตกรรมและเทคโนโลยีสู้ภัยพิบัติที่แตกต่างกันของแต่ละประเทศเป็นโจทย์หลัก” รศ.ดร.จักรกฤษณ์ กล่าวในที่สุด

แชร์แนวทางการต่อยอดและพัฒนา “ระบบสารสนเทศหุ่นยนต์กู้ภัยครบวงจร” ร่วมกับ RUN เครือข่ายมหาวิทยาลัยวิจัย 8 แห่ง ทั่วไทย
ปัจจุบันโครงการวิจัยนี้อยู่ในระดับความพร้อมของเทคโนโลยี (Technology Readiness Level) หรือ TRL 7 หรือ 8 โดยโครงการวิจัยนี้ได้ผ่านการทดสอบภาคสนาม (Field Test) ในสภาพแวดล้อมจริง และตอนนี้อยู่ระหว่างการทำให้ระบบมีความสมบูรณ์ที่สุดเพื่อเข้าสู่มาตรฐาน TRL 8-9 ซึ่งเป็นระดับที่สามารถบรรจุกล่องเป็นผลิตภัณฑ์ที่พร้อมใช้งานจริงได้” “ส่วนแนวทางในการต่อยอดและพัฒนาโครงการในอนาคต เราตั้งใจจะยกระดับงานวิจัยนี้สู่การใช้งานจริงอย่างยั่งยืนในหลายมิติ ทั้งในด้านการสร้างมาตรฐานการทดสอบ (Standardization) โดยเน้นการพัฒนาให้งานวิจัยผ่านมาตรฐานสากล (เช่น ISO หรือ NIST จากสหรัฐอเมริกา) เพื่อให้หุ่นยนต์สามารถทำงานได้อย่างต่อเนื่องและแม่นยำเหมือนเครื่องใช้ไฟฟ้าทั่วไป ไม่ใช่แค่หุ่นยนต์ที่ทำงานได้เฉพาะในแล็บ

“ทั้งนี้ ปัจจุบันได้จัดตั้งระบบทดสอบมาตรฐานที่มหาวิทยาลัยมหิดล ซึ่งได้รับการรับรองโดย National Institute of Standard and Technology (NIST) เพื่อใช้ทดสอบหุ่นยนต์กู้ภัยความร่วมมือกับผู้ใช้จริง (End Users) และในเชิงนโยบาย ทีมนักวิจัยมีความตั้งใจผลักดันให้โครงการนี้ถูกนำไปใช้จริง จึงวางแผนพัฒนาโครงการร่วมกับ กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย หรือ ปภ. ตั้งแต่เริ่มต้น เพื่อให้เกิดการลงทุนและการทำงานร่วมกันอย่างจริงจังระหว่างนักวิจัยและผู้ปฏิบัติงานในสนามที่มีประสบการณ์จริง ซึ่งจะทำให้ระบบหุ่นยนต์ตอบโจทย์สถานการณ์ภัยพิบัติที่เกิดขึ้นจริงให้ได้มากที่สุด”

“และที่สุดแล้ว เรามองว่าการเสริมสร้างเครือข่ายและระบบนิเวศ (Ecosystem) ผ่าน เครือข่ายพันธมิตรมหาวิทยาลัยเพื่อการวิจัย หรือ RUN มีความสำคัญมาก โดยควรเกิดการทำงานประสานกันในหลากหลายมิติเพื่อพัฒนานวัตกรรมสู้ภัยพิบัติร่วมกัน” รศ.ดร.จักรกฤษณ์ เน้นย้ำ พร้อมชี้ถึงบทบาทสำคัญของ RUN ดังนี้

  • การสร้างระบบนิเวศแห่งการเรียนรู้ (Research Ecosystem)

RUN เป็นกลไกสำคัญในการสร้าง Community หรือประชาคมนักวิจัย ที่ไม่ได้จำกัดอยู่แค่เพียงสถาบันใดสถาบันหนึ่ง การมีเครือข่ายนี้ช่วยให้เกิดการแลกเปลี่ยนความรู้ข้ามสายงานและข้ามสถาบัน ทำให้โครงการวิจัยด้านภัยพิบัติมีลักษณะเป็น Ecosystem ที่สมบูรณ์มากขึ้น แทนที่จะต่างคนต่างทำ

  • การใช้จุดแข็งที่แตกต่างเพื่อความรวดเร็ว (Synergy & Efficiency)

ดังที่ได้เกริ่นว่าความสำเร็จของโครงการวิจัยเพื่อการจัดการพื้นที่ภัยพิบัติแผ่นดินถล่มและอุทกภัย โดยใช้การปฏิบัติการระบบหุ่นยนต์แบบผสมผสานขั้นสูง เกิดขึ้นได้ด้วยความร่วมมือ ของ 3 ประเทศ ไทย-ญี่ปุ่น-รัสเซีย ที่ใช้จุดแข็งของแต่ละมหาวิทยาลัยมาออกแบบระบบนี้ ดังนั้น การทำงานร่วมกันของ 8 มหาวิทยาลัยในไทยในเครือ RUN ก็ใช้โมเดลนี้เช่นกัน เพราะแต่ละมหาวิทยาลัยในเครือข่าย RUN มีความเชี่ยวชาญ (Core Competency) ที่ไม่เหมือนกัน จึงสามารถเติมเต็มและร่วมกันพัฒนาทุกโครงการวิจัยไปสู่การปรับใช้จริงได้ไม่ยาก

  • ทำให้โครงการวิจัยไม่ต้องเริ่มนับหนึ่งใหม่

หากเรื่องใดที่มีมหาวิทยาลัยพันธมิตรทำได้แข็งแกร่งอยู่แล้ว เช่น ด้านการสื่อสารหรือซอฟต์แวร์ เราสามารถเชิญมาร่วมทำงานหรือเขียนโครงการวิจัยต่อยอดร่วมกันได้ทันที ซึ่งจะช่วยให้งานสำเร็จได้ง่ายและเร็วขึ้น

  • การแลกเปลี่ยนทรัพยากรและบุคลากร

“ในอนาคต อยากให้เห็นภาพการทำงานที่ใกล้ชิดกันมากขึ้น เช่น การส่งนักศึกษาแลกเปลี่ยนระหว่างแล็บ ซึ่งปัจจุบันมีการดำเนินการอยู่บ้างแล้ว เช่น การส่งนักเรียนไปเรียนรู้ที่ห้องปฏิบัติการข้ามมหาวิทยาลัยภายในประเทศ หรือการจัด Workshop และการเยี่ยมชม (Site Visit) ไปที่ห้องปฏิบัติการของแต่ละที่ เพื่อให้เห็นศักยภาพที่แท้จริงและเกิดแรงบันดาลใจในการสร้างโปรเจกต์ใหม่ ๆ ร่วมกัน ตลอดจนมีการเชื่อมต่อกับผู้ใช้จริงในเชิงนโยบายด้วย”

นวัตกรรมและงานวิจัยฝีมือคนไทยที่ปรับใช้ได้จริง

ถอดบทเรียนภารกิจ นักวิจัยไบโอเทค กับการใช้นวัตกรรม “เห็ดครบวงจร”

RUN หนุนเครือข่ายฯจัดการขยะอิเล็กทรอนิกส์ เสนอ ระบบ DWM

SERS-TB เครื่องมือตรวจเลือดพกพา ย่นเวลาคัดกรอง วัณโรคแฝง