“สายการผลิตในโรงงานที่เคยใช้แรงงานคน 90 ถึง 100 คน วันนี้เมื่อนำระบบอัตโนมัติและ Physical AI เข้ามาปรับใช้ อาจเหลือผู้ควบคุมงานจริงเพียงแค่ 4 คนเท่านั้น”

นี่คือความจริงที่น่าตกใจ ซึ่งยืนยันด้วยตัวเลขทางสถิติว่าระบบอัตโนมัติและ AI กำลังค่อยๆแทนที่งานของมนุษย์ในภาคการผลิตสูงถึง 90% ซึ่งความจริงนี้มาจากปากของ คุณธรรมศักดิ์ เศรษฐอุดม กรรมการผู้จัดการใหญ่ เอสซีจี ที่หยิบยกมาบอกเล่าอย่างตรงไปตรงมาในกิจกรรม Farewell นักศึกษาฝึกงานไทยและจีนจำนวน 9 คน จากโครงการ China Excellent Internship Program (CEIP) 2026 หรือ โครงการ CEIP 2026 ณ ห้อง Common Room ชั้น 21 อาคารเอสซีจี 100 ปี

ทว่า ท่ามกลางความกังวลใจของคนรุ่นใหม่ที่ต้องเผชิญกับ “พายุการแทนที่ของเทคโนโลยี” CEO เอสซีจี กลับชี้ให้ทุกคนเห็นเหรียญอีกด้านว่านี่คือโอกาสทองของการถือกำเนิดงานสายพันธุ์ใหม่ ที่จะสร้างงานทดแทนกลับมาอีกราว 20% ถึง 30%  โดยเฉพาะบทบาทสำคัญอย่าง “AI Transformer” งานใหม่ที่ไม่ต้องอาศัยการเขียนโค้ดเชิงลึก แต่ใช้การจินตนาการกระบวนการธุรกิจใหม่เพื่อเปลี่ยนความสามารถของ AI ให้เป็นผลลัพธ์จริง ซึ่งเอสซีจีคาดว่าจะมีความต้องการสูงถึง 2,000 อัตราในอนาคตอันใกล้

“ถ้าเปรียบ AI เป็นเหรียญสองด้าน เหรียญด้านหนึ่ง ต้องยอมรับว่า AI กำลังจะเข้ามา Disrupt โลกของการทำงานจริง แต่เหรียญอีกด้าน AI ก็กำลังสร้างงานใหม่ขึ้นมาทดแทนราว 20–30% ดังนั้นถ้าประสิทธิภาพและผลิตผล ที่ได้จาก AI สูงขึ้น องค์กรก็สามารถชดเชยและดูแลผลกระทบด้านการจ้างงานของคนรุ่นใหม่ได้ภายใต้หลักการ Responsible AI”

“แต่ความเร็วที่น่ากลัวกว่าการแย่งงาน คือ “ปรากฎการณ์ความล้าสมัยใน 1 เดือน” โดย ระบบ AI และ Automation มีจังหวะการเปลี่ยนแปลงที่เร็วมาก สิ่งที่ลงทุนติดตั้งในวันนี้จะเก่าทันทีในเดือนถัดไป และหากปล่อยไว้เพียง 3 เดือนระบบจะล้าสมัยดังนั้น มนุษย์จึงไม่ได้มีหน้าที่แค่ “ใช้” แต่ต้อง “พัฒนาและอัปเกรด” เทคโนโลยีนี้อยู่ตลอดเวลา”

จากนั้น คุณธรรมศักดิ์ ได้แสดงให้น้องๆนักศึกษาฝึกงานไทย-จีน เห็นถึง 3 เลเยอร์ทักษะยุคใหม่ เพื่อวิเคราะห์ว่าเราอยู่ตรงไหนในห่วงโซ่ AI? ซึ่งเอสซีจีแบ่งบทบาทการทำงานและโอกาสของคนรุ่นใหม่ในอนาคตออกเป็น 3 ระดับอย่างเข้าใจง่าย

  • AI Deep Cap (10–15% ของงานใหม่) กลุ่มผู้เชี่ยวชาญเทคโนโลยีขั้นลึก เช่น นักเขียนโปรแกรม (Programming) นักวิเคราะห์ข้อมูล (Data Analytics) และคณิตศาสตร์เชิงลึก
  • AI Transformer (40–50% ของงานใหม่) นี่คือโอกาสทองครั้งใหญ่และเป็นตำแหน่งที่เอสซีจีต้องการตัวกว่า 2,000 อัตราในอีกไม่กี่ปีข้างหน้า คนกลุ่มนี้ไม่จำเป็นต้องเขียนโค้ดลึกซึ้ง แต่ต้องเข้าใจธุรกิจ เข้าใจกระบวนการทำงาน แล้วนำเทคโนโลยี AI มาปรับปรุงกระบวนการทำงานใหม่ (Reimagine) เพื่อเปลี่ยนความสามารถของ AI ให้กลายเป็นมูลค่าธุรกิจจริง
  • Day-to-day Users (พนักงานส่วนใหญ่) กลุ่มผู้ใช้งานทั่วไปที่นำ AI มาเป็นเครื่องมือช่วยทำงานประจำวันให้เกิดความรวดเร็วและมีประสิทธิภาพสูงสุด

“และในเมื่อยุคนี้เป็นยุคที่เราต้องทำงานร่วมกับ AI Agent อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ โดยพนักงานหนึ่งคนอาจต้องสวมบทบาทเป็นผู้ควบคุม AI Agent 5–10 ตัวที่ทำงานแทนเราตลอด 24 ชั่วโมงแบบไม่มีวันหยุด และมีความเร็วมากกว่ามนุษย์ 10 ถึง 100 เท่า เปรียบเสมือนเรามี Superman หรือ Superwoman คอยรับใช้” คุณธรรมศักดิ์ กล่าวถึงความจริงของโลกการทำงานยุค AI ต่อ

“และเมื่อ AI ทำงานแทนเราได้เกือบทั้งหมด แน่นอนว่าบทบาทของมนุษย์จะเปลี่ยนจาก “การลงมือทำเอง” ไปสู่ การประเมินผลงาน ฝึกฝน อัปเกรด และตัดสินใจเชิงกลยุทธ์ นอกจากนี้ จะเกิดตำแหน่งใหม่อย่าง AI Facilitator คอยช่วยเหลือและดูแลระบบหลังบ้านเมื่อ AI เก่งขึ้นและล้าสมัยรายเดือน เพื่อไม่ให้กระบวนการธุรกิจต้องหยุดชะงัก”

ดังนั้น นอกเหนือจากทักษะด้าน AI ที่จะทำให้ทุกคนสามารถทำงานในโลกยุค AI ได้แล้ว CEO SCG ยังเน้นย้ำว่าทุกคนควรต้องติดอาวุธทักษะสำคัญที่จะช่วยเอาชนะทุกการเปลี่ยนแปลงได้ นั่นคือ “วินัยในการเรียนรู้อย่างต่อเนื่อง” และคุณธรรมศักดิ์เตือนคนรุ่นใหม่อย่างตรงไปตรงมาว่า บริบทโลกเมื่อ 30 ปีก่อนในยุคที่เขาเริ่มทำงานกับวันนี้ต่างกันโดยสิ้นเชิง ในอดีตเศรษฐกิจไทยเติบโตสูงถึงปีละ 6% แต่ปัจจุบันเติบโตเฉลี่ยเพียง 2% เท่านั้น เส้นทางเดิมจึงใช้ไม่ได้อีกต่อไป ดังนั้นไม่มีความจำเป็นต้องเดินตามรอยทางของคนรุ่นก่อนอีกต่อไป

ต่อมา กลุ่มนักศึกษาฝึกงานไทย-จีน จาก โครงการ CEIP 2026 ได้แชร์มุมมองและสิ่งที่ได้เรียนรู้ตลอดระยะเวลา 2 เดือนของการฝึกงาน ในหลากหลายประเด็นที่น่าสนใจ

  • “Before & After” ภาพจำที่เปลี่ยนไปต่อเอสซีจี

นักศึกษาทั้งไทยและจีน ต่างแชร์มุมมองที่คล้ายกันว่าภาพจำก่อนมาฝึกงานที่เอสซีจี มองว่าเอสซีจีคือยักษ์ใหญ่ในธุรกิจอุตสาหกรรมดั้งเดิม (Traditional heavy industry) ที่โฟกัสเฉพาะปูนซีเมนต์ วัสดุก่อสร้าง หรือเคมีภัณฑ์ จนบางคนแอบคิดกังวลด้วยซ้ำว่าเรียนด้านคอมพิวเตอร์และ AI มา จะต้องมาคิดสูตรปูนซีเมนต์ใหม่ให้บริษัทหรือเปล่า ขณะที่หลายคนสงสัยว่าทำไมคนเอสซีจีส่วนใหญ่ถึงทำงานที่นี่อย่างเหนียวแน่นจนถึงเกษียณอายุ

จนกระทั่ง ได้มีโอกาสมาฝึกงานที่เอสซีจี ก็รู้สึกตื่นตาตื่นใจที่พบว่าเอสซีจีเป็นองค์กรที่มีความเป็นนวัตกรรมสูงมาก มีธุรกิจล้ำสมัยอย่าง Clean Energy, New Energy (โซลาร์เซลล์, แบตเตอรี่รถยนต์ไฟฟ้า), โลจิสติกส์ และเทคโนโลยี AI ส่วนเรื่องการทำงานจนเกษียณนั้น น้อง ๆ ทุกคนก็ได้รับคำตอบด้วยตัวเองว่าเป็นเพราะวัฒนธรรมที่สนับสนุนความก้าวหน้า มีการโยกย้ายตำแหน่งให้ได้เรียนรู้สิ่งใหม่ ๆ ตลอดเวลาโดยไม่ติดอยู่กับบทบาทเดิม

  • ได้เรียนรู้จากโจทย์ธุรกิจจริงและทำงานท่ามกลางมุมมองข้ามวัฒนธรรม

นอกจากความรู้เฉพาะทางแล้ว นักศึกษาฝึกงานยังได้รับทักษะสำคัญที่หาไม่ได้จากห้องเรียน โดยนักศึกษาหลักสูตร MBA แชร์ว่าในตำราอาจจะบอกว่าไอเดียหรือแผนการเงินนี้สมบูรณ์แบบ แต่ในการทำงานจริงทางธุรกิจ มีเรื่องของข้อจำกัด ความขัดแย้ง และความเป็นมนุษย์ (Humanity) ที่ต้องนำมาคำนวณร่วมด้วยเสมอ ดังนั้น การได้มาฝึกงานในฏครงการ CEIP 2026 จึงเปิดโอกาสให้ทุกคนได้มาประสานพลังความต่างทางวัฒนธรรม (สไตล์ไทย VS สไตล์จีน) เพื่อมาทำงานร่วมกันอย่างลงตัว

คนไทย (สไตล์ประณีต) ทำงานละเอียด รอบคอบ ทว่าอาจใช้เวลามากกว่าเพราะต้องการเตรียมข้อมูลทุกอย่างให้พร้อม ครบถ้วน เรียบร้อย และสมบูรณ์แบบก่อนจะเข้าไปติดต่อคู่ค้า ส่วนคนจีน (สไตล์ติดสปีด) ทำงานรวดเร็วฉับไว (High Speed) ให้ความสำคัญกับจังหวะเวลา (Timing) และความต่อเนื่องในการติดต่อลูกค้ามาก แต่ความละเอียดในดีเทลเชิงลึกอาจน้อยกว่า

โดยการทำงานร่วมกันทำให้น้อง ๆ เข้าใจว่า การทำงานที่มีประสิทธิภาพในระดับสากลต้องผสานจุดเด่นของทั้งสองชาติ คือ ต้องทำงานเร็วด้วยและต้องเปี่ยมด้วยคุณภาพด้วย

 

โครงการดีๆเพื่อสร้างการเรียนรู้รูปแบบใหม่

AIS – อว. – จุฬา ต่อยอด หลักสูตรอุ่นใจไซเบอร์ สู่คอร์สเรียน AI Literacy

เปิดตัว City Innovation Alliance (CIA) หลักสูตรใหม่จาก NIA Academy

เอสซีจี & ธรรมศาสตร์ ชวนคนรุ่นใหม่ปปล่อยพลัง Young Talent

Previous articleGreen Bangkok 2030: สวน 15 นาที กับแผนพลิกกรุงเทพฯ เป็นมหานครสีเขียว
mm
เริ่มต้นขีดเขียนในฐานะ สื่อมวลชน กับงานผู้สื่อข่าวประจำกองประชาสัมพันธ์ สถาบันเทคโนโลยีราชมงคล ในปี 2546 ก่อนไปหาประสบการณ์ชีวิตที่เมลเบิร์น ออสเตรเลียมา 1 ปี และกลับมายึดอาชีพ “นักเขียน” จริงจัง กับการเป็น กองบรรณาธิการนิตยสารชีวจิต 3 ปี หลังจากนั้นคิดว่าน่าจะเปลี่ยนสายไปทำงานในบริษัท PR agancy ได้ 6 เดือน เมื่อรู้ว่าไม่ถูกจริต เลยออกมาเป็นนักเขียนฟรีแลนซ์ประจำกองบรรณาธิการนิตยสารฟีลกู้ดอย่าง Happy+ อยู่ 1 ปี สัมภาษณ์ทั้งดาราและคนบันดาลใจ ก่อนเข้าสู่ระบบงานประจำอีกครั้งกับนิตยสาร MBA กับการเป็นนักเขียนที่รับผิดชอบในเซคชั่นหลักสูตร MBA ของสถาบันการศึกษาทั่วประเทศ สั่งสมประสบการณ์อยู่ 3 ปี ก็ได้เวลา Upskill สู่งาน Online content writer ที่ใช้ความชอบและความหลงใหลในการถ่ายทอดเรื่องราวดีๆ ความรู้ใหม่ๆ ในยุค Education 4.0 อุตสาหกรรมทางการแพทย์ ไลฟ์สไตล์ของคนรุ่นใหม่ และการท่องเที่ยวเชิงสร้างสรรค์