เสียงจักรกลที่เคยดังสนั่นในโรงงานอุตสาหกรรมกำลังจะแผ่วเบาลง ทว่าความเงียบที่เข้ามาแทนที่กลับไม่ใช่สัญญาณของความซบเซา หากแต่เป็นเสียงกระซิบของประสิทธิภาพขั้นสูงในยุคการผลิตที่สายการผลิตสามารถคาดการณ์ความผิดพลาดล่วงหน้า วัตถุดิบถูกจัดสรรอย่างแม่นยำระดับวินาที และทุกกระบวนการถูกควบคุมโดยสมองกลที่ทำงานไร้การหยุดพัก นี่คือภาพอนาคตของการผลิตอัจฉริยะ (Intelligent Manufacturing) ที่ประเทศไทยกำลังมุ่งหน้าไป แม้วิสัยทัศน์นี้จะงดงาม แต่ในความเป็นจริงยังคงมีช่องว่างขนาดใหญ่ขวางกั้นอยู่

พิมพ์ใจ ลี้อิสสระนุกูล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) ฉายภาพความท้าทายนี้ไว้อย่างคมคายว่า ประเทศไทยยังมีความเหลื่อมล้ำสูงระหว่างความต้องการใช้ AI กับความสามารถในการพัฒนาและนำไปใช้จริง ผู้ประกอบการจำนวนมากเผชิญข้อจำกัดในการเข้าถึงเทคโนโลยีที่เหมาะสม โดยเฉพาะ AI Solutions ที่มีต้นทุนสูง ต้องพึ่งพาเทคโนโลยีจากต่างประเทศ และความไม่แน่นอนของผลตอบแทนจากการลงทุน สภาวการณ์นี้เปรียบได้กับการมีพิมพ์เขียวของยานอวกาศ แต่ขาดทั้งวิศวกรและโรงประกอบเป็นของตัวเอง เราทำได้เพียงสั่งซื้อชิ้นส่วนราคาแพงจากมหาอำนาจ โดยหวังว่าจะประกอบมันขึ้นมาได้ทันก่อนที่โลกจะหมุนไปไกลเกินกว่าจะไล่ตามทัน

ศูนย์สร้าง AI สัญชาติไทย

การถือกำเนิดของ ศูนย์นวัตกรรมและเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI-ITC) จึงเป็นเสมือนการวางศิลาฤกษ์เพื่อสร้างโรงประกอบนวัตกรรมแห่งอนาคต ศูนย์แห่งนี้คือผลลัพธ์จากการผนึกกำลังระหว่างสามเสาหลัก ได้แก่ ภาคอุตสาหกรรม (ส.อ.ท.) โลกวิชาการ (มหาวิทยาลัยมหิดล) และกลไกสนับสนุนทุนจากภาครัฐ (บพค.) โดยมีเป้าหมายที่ทะเยอทะยานยิ่งกว่าการนำเข้าเทคโนโลยี นั่นคือการสร้าง AI Solution สัญชาติไทย ที่เข้าใจโจทย์และบริบทของอุตสาหกรรมไทยอย่างแท้จริง

กลไกสร้างร่วมกัน ไม่ใช่การให้ทุนแบบให้เปล่า

หัวใจสำคัญของกลไกนี้ไม่ได้อยู่ที่การให้เงินทุนแบบให้เปล่า แต่อยู่ที่ปรัชญาการสร้างร่วมกัน (Co-creation) และลงทุนร่วมกัน (Co-Funding) ยกตัวอย่างเช่น โรงงานทอผ้าขนาดกลางที่เผชิญปัญหาการควบคุมคุณภาพ แทนที่จะต้องทุ่มงบประมาณมหาศาลซื้อซอฟต์แวร์จากต่างประเทศ พวกเขาสามารถนำโจทย์มาที่ AI-ITC เพื่อจับคู่กับทีมนักพัฒนาไทย สร้างโซลูชันที่ออกแบบมาเพื่อสายการผลิตของตนเองโดยเฉพาะ ขณะที่ บพค. จะเข้ามาช่วยลดความเสี่ยงทางการเงินผ่านการสนับสนุนทุน โมเดลนี้เปลี่ยนสถานะผู้ประกอบการจาก ลูกค้า ให้กลายเป็น พันธมิตร ในการสร้างนวัตกรรม และยกระดับนักพัฒนาไทยจาก ผู้รับจ้าง สู่ ผู้สร้าง เทคโนโลยีที่เป็นเจ้าของเอง

การร่วมมือกันระหว่างแรงงานและผู้เชี่ยวชาญในการปรับจูนระบบเครื่องจักรอัจฉริยะ

โรงงานต้นแบบและทักษะแรงงาน

ดร.ณิรวัฒน์ ธรรมจักร์ ผู้อำนวยการ บพค. ระบุถึงหมุดหมายสำคัญว่า ในระยะแรกตั้งเป้าสนับสนุนโรงงานอุตสาหกรรมอย่างน้อย 50 แห่ง เพื่อเป็นต้นแบบการประยุกต์ใช้ AI และขยายผลไปสู่ระบบนิเวศอุตสาหกรรมในวงกว้าง โรงงานนำร่องเหล่านี้จะเป็นดั่งเซลล์เริ่มต้นที่จะสร้างเครือข่ายอัจฉริยะให้แผ่ขยายไปทั่วภาคการผลิต การเปลี่ยนแปลงนี้ไม่เพียงส่งผลต่อตัวเลขในงบดุล แต่ยังสั่นสะเทือนไปถึงโครงสร้างแรงงานและอธิปไตยทางเทคโนโลยีของชาติ การสร้างทักษะใหม่ ทั้ง Reskill, Upskill และ New skill จึงเป็นเงื่อนไขสำคัญของการเปลี่ยนผ่าน เพราะเป้าหมายสูงสุดไม่ใช่การสร้างโรงงานที่ไร้มนุษย์ แต่คือการสร้างบุคลากรที่สามารถบัญชาการกองทัพปัญญาประดิษฐ์ได้อย่างเชี่ยวชาญ

เป้าหมายถัดไป: Physical AI และ AI Edge Computing

นอกจากนี้ AI-ITC ยังมองไกลไปถึงเทคโนโลยีขั้นสูงอย่าง Physical AI, AI Edge Computing และที่น่าจับตามองที่สุดคือ Digital Twin หรือการสร้าง คู่แฝดดิจิทัล ของโรงงานทั้งระบบขึ้นมาในโลกเสมือนผ่านพื้นที่ทดสอบ e-factory automation park ซึ่งช่วยให้ผู้ประกอบการทดลองปรับสายการผลิตหรือจำลองสถานการณ์วิกฤตได้โดยไร้ความเสี่ยงก่อนนำไปใช้จริง การได้รับการสนับสนุนด้านโครงสร้างพื้นฐานจากยักษ์ใหญ่ระดับโลกอย่าง AWS, NVIDIA และ Mitsubishi Electric ยิ่งเป็นการรับประกันว่าสนามทดลองแห่งนี้มีมาตรฐานในระดับสากล

รายละเอียดของแผงวงจรควบคุมอัจฉริยะที่ติดตั้งบนเครื่องจักรในโรงงาน

อธิปไตยเทคโนโลยีของประเทศไทย

ในท้ายที่สุด การจัดตั้งศูนย์ AI-ITC ไม่ใช่เพียงการยกระดับภาคการผลิต แต่เป็นการตอบคำถามสำคัญว่า ประเทศไทยจะเลือกยืนอยู่ตรงจุดไหนบนแผนที่ภูมิรัฐศาสตร์เทคโนโลยีโลก เราจะพอใจกับการเป็นเพียงผู้บริโภคตลอดไป หรือจะลุกขึ้นมาสร้างองค์ความรู้ที่เป็นของตนเอง เมื่อวันหนึ่งที่โรงงานทุกแห่งมีคู่แฝดดิจิทัลคอยคิดและวิเคราะห์อยู่เบื้องหลัง นั่นหมายความว่าเราไม่ได้แค่สร้างเครื่องจักรที่ฉลาดขึ้น แต่เรากำลังสร้างระบบประสาททางเศรษฐกิจขึ้นมาใหม่ทั้งระบบ คำถามสำคัญจึงอยู่ที่ว่า เมื่อเรามอบสติปัญญาดิจิทัลให้กับอุตสาหกรรมแล้ว เราในฐานะผู้สร้างจะกำกับดูแลให้ทิศทางแห่งอนาคตนี้เติบโตไปอย่างไร